Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | December 6, 2009

หิมะและความหนาวโผล่มาอีกแล้ว

       ข่าวพยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่าจะมีหิมะตกตั้งแต่ช่วงค่ำไปจนถึงเช้าพรุ่งนี้ มันเป็นข่าวที่ทำให้ผู้เขียนเครียดพอสมควร แม้อยู่มินนิโซต้ามานาน แต่ยังไม่เคยมีความรู้สึกคุ้นเคยกับความหนาวหรือหิมะเลยสักนิด             

        ความหนาวที่นี่ไม่ใช่”หนาวแบบเล่นๆ”หรือที่ภาษาคนรุ่นใหม่เขาบอกว่า”หนาวแบบขำๆ” เพราะพยายามจะขำยังไงมันก็ขำไม่ออก โดยเฉพาะช่วงการเดินทางบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ สองมือจับพวงมาลัยรถแน่น เขม็งมองข้างหน้า ใจลุ้นระทึกเสียงตึกตักครึกโครมยิ่งกว่าเสียงรัวของกลองเพล เวลาที่รถผ่านช่วงถนนที่ลื่นมากๆ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางทำเอาเส้นประสาททุกส่วนในร่างกายตรึงเปรี๊ยะ ยิ้มไม่ออกบอกไม่ถูกและเครียดไปทั้งวัน ไม่รู้ชาติก่อนทำบุญด้วยน้ำแข็งมากเกินไปหรือไง ผลบุญถึงส่งให้มาใช้ชีวิตอยู่กับความหนาวเย็นเช่นนี้?                      

       มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนขับรถท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย บนถนนขาวโพลนด้วยหิมะตลอดเส้นทาง จู่ๆก็บังคับรถไม่ได้ มันพาไถลลื่นและหมุนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกที รถก็พามาจอดนิ่งอยู่บนกองหิมะสูงบนเกาะกลางถนนแล้ว ละล่ำละลักปลอบใจตัวเอง   ”ขวัญเอ๋ยขวัญมา มันแค่บนยอดกองหิมะ ไม่ใช่The Top of The World ที่ไหนหรอก อย่าตกใจไปเลย”  

          ว่าพลางหันซ้ายขวา หันมองข้างหน้าข้างหลัง แล้วก็ค่อยๆกระย่องกระแย่งเปิดประตูลงมาจากรถ เพื่อหาทางพารถกลับลงมาบนพื้นถนนให้ได้ รถที่ขับผ่านไปมาก็ได้แต่ส่งสายตามามองช่วยเหลือ เพราะเขาก็ต้องระมัดระวังรถของตัวเองไม่ให้มันพาขึ้นมาจอดบนกองหิมะเช่นกัน เมื่อไม่มีใครลงมาช่วย จะมัวยืนทำสวยคู่กับรถแบบนี้นานๆคงไม่เหมาะ เพราะมันไม่ใช่ความเหมาะสมที่ลงตัว ดีที่บังเอิญติดโทรศัพท์มือถือมาด้วย ทั้งๆปกติเป็นคนที่ไม่ชอบพกพามือถือนักหรอก รีบโทรไปตามที่ร้านรับจ้างลากรถ เขาก็บอกว่าต้องรออีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ หรืออาจจะต้องรอถึงสองชั่วโมงก็ได้เพราะช่างต้องไปช่วยลากรถอีกสองคันที่เพิ่งโทรมาตาม

      ใครจะมายืนหนาวปากสั่นหน้าแหลมซีดๆ รอแบบนี้นานๆล่ะ เลยโทรไปหาตำรวจหน่วยฉุกเฉิน 911 ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีรถตำรวจทางหลวงก็มาจอดใกล้ๆ เขาก็พยายามที่จะช่วย แต่สุดความสามารถของตำรวจคนนั้นเหมือนกัน เขาเลยโทรไปตามช่างอีกร้านหนึ่งพารถลากมาช่วยจนได้ ตำรวจไม่คิดค่าบริการ แต่รถลากเขาต้องคิดค่ะ มาถึงแทนที่จะดูสภาพรถที่ติดหล่มก่อนว่าจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน เขาไม่มองซะด้วยซ้ำ รีบบอกราคาบริการมาตราฐานของร้านทันที ด้วยใบหน้าที่คล้ายปลาจวดตอนปวดฟัน ขยับริมฝีปากที่มีหนวดบางๆกระหรอมกระแหร็ม(คล้ายๆหนวดไม่ค่อยเต็มใจจะขึ้นสักเท่าไหร่) ถามเสียงห้วนๆว่า “Cash or credit card?”     (ซึ่งเขาหมายถึงว่าจะจ่ายค่าบริการเขาเป็นเงินสดหรือเครดิตการ์ด ) โถ!พ่อคุณปลาจวด พ่อมหาจำเริญ ใครเขาจะใช้บริการพ่อคุณฟรีๆเล่า ก็ให้มันเสร็จงานซะก่อนแล้วค่อยว่ากันไม่ได้เชียวหรือ ฝรั่งขี้งกแบบนี้ เดี๋ยวก็จ่ายแต่วิญญาณเงินซะเลยว่ะ หนาวจนกระดูกแทบหลุด แถมยังมาเจอแบบนี้อีกด้วย เซ็งสุดๆเลย

     ถดูหนาวทีไรคิดถึงเมืองไทยใจแทบขาด เพราะถึงยังไงความหนาวที่บ้านเรามันก็ไม่ถึงขั้นหนาวติดลบ ไม่ต้องกังวลถึงการขับรถบนนถนนที่มีหิมะ ไม่ต้องมาใส่เสื้อผ้ากันหนาวหนาๆรุงรังตัวพองๆ ดูไม่สมดุลย์กับหัวที่ดูหลิมๆ คล้ายๆจับตัวเห็บหมามาใส่แพมเพอร์ มีเพื่อนคนเอเชียหลายคนที่เขาชอบฤดูหนาวและหลงใหลภาพหิมะตกอย่างจับจิตจับใจ เวลาหิมะตกทีไรต้องแต่งตัวออกมายืนทำเก๋ๆถ่ายรูปเพื่อส่งไปให้ทางบ้านดูว่าข้ามาถึงอเมริกาแล้วนะ เห็นไหม? หิมะกำลังตกอีกด้วยนะเนี่ย เอ..ความจริงน่าจะส่งคนพวกนี้ไปอยู่กับพวกเอสกิโมให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยจะได้มีหิมะและบ้านอิคลูให้ยืนแอ๊คชั่นปากสั่นจนคางแข็งถ่ายรูปส่งไปอวดทางบ้านตลอดทั้งปี ดีไหมเนี่ย?

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | December 4, 2009

เขียนถึงเพื่อนเก่า

            อยากเขียนถึงเพื่อนเก่าๆคนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาตั้งแต่ชั้นป.๓  จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เราต่างก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แม้ว่าวันเวลาและหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆในชีวิต ทำให้ต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันไปในทางเดินของตัวเอง แต่อย่างหนึ่งที่วันเวลาแยกไปไม่ได้คือมิตรภาพที่งดงามและความทรงจำที่ดีต่อกันเสมอมาและตลอดไป…

            ภาพหลายภาพในอดีตยังเรียงรายในความทรงจำให้คิดถึงเสมอ บางภาพนึกขึ้นมาได้แล้วก็แอบขำอยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะถ้าขืนขำดังๆออกมา คนรอบข้างในปัจจุบันอาจตื่นตระหนกตกใจว่ายัยคนนี้เป็นอะไรของมันว่ะ อยู่ๆก็ขำกลิ้งในบรรยากาศที่เศรษฐกิจกำลังเครียดๆแบบนี้ หรือว่าเมาดอกเบี้ยธนาคารซะจนสติแตก?  

           “ตุ๊” คือชื่อของนางเอกในเรื่องนี้ค่ะ ปีแรกที่เรารู้จักกันนั้น เป็นมิตรภาพที่เริ่มอย่างกระท่อนกระแท่นซะมากกว่า เพราะต่างไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไหร่ ด้วยสาเหตุสำคัญที่มาจากเราสองคนต่างทำความสะอาดพื้นห้องเรียน แล้วบังเอิญกองขี้ฝุ่นปลิวกระจายใส่บริเวณใต้โต๊ะของกันและกัน เพราะเราต่างก็นั่งโต๊ะใกล้ๆกัน นั่นคือจุดวิกฤตที่เริ่มต้น ต่างคนต่างไม่ยอมกัน จึงผลัดกันกวาดขี้ฝุ่นใส่กันอย่างดุเดือด ถ้าหากคุณครูประจำชั้นไม่เข้ามาซะก่อน สงครามขี้ฝุ่นใต้โต๊ะคงต้องยืดเยื้อและยาวนาน พอๆกับสงครามที่อิรัคในขณะนี้ (ตรงนี้เขียนเกินไปหน่อย)

          “ตุ๊” อีกนั้นแหละที่ทำให้ผู้เขียนถูกคุณครูประจำชั้นสั่งให้ออกมายืนกินลูกฝรั่งอยู่หน้าชั้นเรียนอวดเพื่อนๆ ตอนแรกๆก็รู้สึกอายจนแทบจะแทรกตัวหนีไปในแผ่นกระดานดำ เหมือนขอมดำดิน แต่พอเคี้ยวๆฝรั่งไปได้ครึ่งลูก ก็นึกว่าดีเหมือนกันแฮะ เพราะในขณะที่ผู้เขียนยืนกัดลูกฝรั่งเคี้ยวกรอบๆอย่างเอร็ดอร่อยนั้น ผู้เขียนมองเห็นเพื่อนๆในชั้นหลายคนแอบกลืนน้ำลายหลายเอื๊อก เพราะแต่ละคนไม่มีโอกาสได้มายืนแบบวันแมนโชว์กินอะไรอร่อยๆหน้าชั้นเรียนแบบผู้เขียน  แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือเจ้า”ตุ๊” คนต้นเหตุไม่ได้ถูกลงโทษกับผู้เขียนด้วย ทั้งๆที่ตุ๊เป็นคนเริ่มกินฝรั่งก่อนใครในชั้นเรียนและชวนเพื่อนๆรวมทั้งผู้เขียนกินด้วยกัน

           “ตุ๊”คือเพื่อนคนเดียวสมัยป.๓ที่เขียนจดหมายติดต่อคุยกับผู้เขียนมาตลอดในช่วงเวลาที่เราต่างแยกย้ายจากกันไปหลังจากเรียนจบชั้นประถมแล้ว เริ่มเขียนมาตั้งแต่ลายมือตัวโตโย้เย้ขนาดหม้อข้าวหม้อแกง และราคาแสตมป์ตอนนั้นดวงละห้าสิบสตางค์ จนกระทั่งลายมือของเราทั้งสองคนเริ่มเข้าที่เข้าทางดูดีขึ้น ส่วนราคาแสตมป์ก็เริ่มขยับขึ้นทีละนิดตามระยะเวลาที่ผ่านไป เราเขียนคุยกันทุกเรื่องทั้งสุขและทุกข์ ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในยามที่อีกฝ่ายตกทุกข์ได้ยาก เขียนจนกระทั่งมาถึงยุคของ”อีเมล์”โดยไม่ต้องใช้แสตมป์อีกต่อไป

            “ตุ๊”คือเพื่อนที่ทำน้ำพริกตาแดงและ น้ำพริกกุ้งแห้งใส่ขวดเป็นของฝากและมาส่งผู้เขียนในวันที่เดินทางจากเมืองไทยไปอเมริกาเป็นครั้งแรก  น้ำพริกของตุ๊ทั้งสองขวดนั้นผ่านการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมาอย่างหวุดหวิด และด้วยการภาวนาแบบใจหายใจคว่ำลุ้นระทึกของผู้เขียนด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเปิดขวดน้ำพริกสูดดมกลิ่นในขวด แล้วทำหน้าเหยเกชอบกล ( คงเป็นเพราะในชีวิตของเขาไม่เคยได้กลิ่นอะไรที่หอมชื่นใจชวนหิวแบบน้ำพริกนี้มาก่อนก็เป็นได้มั้ง?)  เขาทำท่าจะหย่อนขวดน้ำพริกใส่ถังขยะ แต่มองๆสักพักก็ถามผู้เขียนว่านี่คืออะไร? เลยได้โอกาสบรรยายว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างในน้ำพริกนั้น โชคดีที่เขาคืนขวดน้ำพริกให้ จึงได้กลายเป็นอาหารวิเศษที่สุดให้ผู้เขียนได้มีโอกาสกินข้าวสวยคลุกกับน้ำพริกเป็นครั้งแรกในต่างแดน…กินไปน้ำตาไหลพรากๆไปด้วย…ไม่ใช่เพราะรสเผ็ด แต่”คิดถึงบ้าน”ต่างหาก..

            ปล.  จดหมาย..หนังสือ..หรือของขวัญกับของที่ระลึกทุกอย่างที่”ตุ๊”เคยส่งไปให้ทุกชิ้นเรายังเก็บรักษามันไว้อย่างดี รวมทั้ง”มิตรภาพอันยาวนาน”ก็ยังเติบโตแข็งแรงอยู่ในความทรงจำของเราเสมอมา  อยากบอกว่ากาลเวลาอาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้ทั้งนั้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นเพื่อนของเราไปจากตุ๊ได้เลยนะ “เจ้าตุ๊” หรือ วัชนี (หมั่นนอก) ศรีจำปา

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | October 4, 2009

บทรำพึงของคนไกลบ้าน

เดือนตุลาคมอากาศเริ่มหนาวใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง อีกไม่นานก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลแล้วร่วงหล่นลงสู่ดิน ในที่สุดต้นไม้ทุกต้นจะโกร๋นใบ เหลือแต่กิ่งก้านระเกะระกะสีดำทะมึนกลางแสงที่สลัวลางของฤดูใบไม้ร่วง มองดูไกลๆคล้ายกับร่างของอสูรกาย ยืนตะหง่านรายรอบ ซึ่งในแต่ละวันแสงแดดไม่ค่อยออกมาให้เห็นมากนัก บางวันมีแต่หมอกหนาในตอนเช้า ส่วนกลางวันสลัวอึมครึมทั้งวัน บรรยากาศแบบนี้ทำให้รู้สึกวังเวงวิเวกหวิวๆอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกของคนไกลบ้านในห้วงเวลาแบบนี้ บอกตรงๆว่าเหงาและคิดถึงบ้านอย่างจับจิตจับใจ ความจริงมันก็เหงาและคิดถึงบ้านตลอดเวลานั่นแหละ เพียงแต่สภาพในฤดูใบไม้ร่วงมันเสริมสร้างความเหงาให้ทรมานความรู้สึกได้มากกว่ากัน ยิ่งช่วงฤดูหนาวยิ่งทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์ เพราะไหนจะความหนาว ไหนจะหิมะที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางออกนอกบ้านอีกล่ะ

บางคนอาจจะถามว่า แล้วมาอยู่ทำไมในบ้านเมืองที่ไม่ใช่ของเรา? ทำไมไม่กลับบ้านเราล่ะ? โธ่!ทำไมจะไม่อยากกลับล่ะคุณๆขา? ในเมื่อจากบ้านเกิดเมืองนอนมานานหลายปีแล้ว เป็นใครก็อยากกลับบ้านกันทั้งนั้นแหละ แต่ชีวิตคนเราบางครั้งจำเป็นต้องเดินตามเส้นทางที่พระเจ้าท่านลิขิตให้ ผู้เขียนเองไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าในชีวิตนี้จะต้องได้พลัดพรากจากบ้านเกิดของตัวเอง ดุจดังนกขมิ้นเหลืองอ่อนตัวน้อยๆที่ร่อนเร่ไปในอีกฟากฟ้าหนึ่งซึ่งไกลแสนไกลเช่นนี้ ถ้าหากชีวิตอยู่ได้แบบไม่ต้องกินไม่ต้องใช้เงินทอง ถึงเวลาก็ไปเก็บผักป่า หาปลาตามห้วยตามหนองตามท้องนามากินกันตายในแต่ละมื้อ มีกระท่อมเล็กๆอาศัยอยู่พอซุกหัวนอน ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติที่สงบเงียบเรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนขนขวายแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่งเพื่อความอยู่รอดล่ะก็ ป่านนี้ผู้เขียนก็คงกลับไปบ้านเรานานแล้วแหละค่ะ จะกลับไปตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอเมริกาด้วยซ้ำ

แต่ชีวิตจริงกับความนึกคิดมันต่างกันไกลสุดกู่ราวสีขาวกับดำ ราวกับกลางคืนกลางวัน เพราะความเป็นอยู่ของคนเราทุกวันนี้มันต้องดิ้นรนแข่งขันกันแทบทุกลมหายใจ( อีกไม่นานแม้แต่อากาศ ก็คงต้องแย่งกันมาเพื่อสูดเข้าปอดหายใจ) ทุกคนต่างหน้าดำคร่ำเครียดปากกัดตีนถีบกันทั้งนั้น เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ลุล่วงไปวันๆในสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนยอบแยบย่ำแย่กันทั่วหน้า จะไปหวังพึ่งพาอาศัยใครได้ล่ะ? นอกจากพึ่งตัวเองเท่านั้นดีที่สุด จะกลับไปทำงานรับราชการอย่างเก่าน่ะหรือ? เวลามันก็ล่วงเลยจากสายจนบ่ายแก่ไม่ทันการณ์แล้ว เอ!หรือจะกลับไปทำมาหากินอาชีพอิสระ อาทิเช่นแคะขนมครกขายดูสักพักเป็นไง? เฮ้อ!คงจะรวยหรอกมั้ง กว่าจะหัดแคะขนมครกได้จนคล่องชำนาญ คงต้องกินแกลบกินกรวดต้มใส่เกลือซดไปพลางๆ ระหว่างรอการฝึกฝนฝีมือนั่นแหละ ขนาดแม่ค้าขนมครกมืออาชีพเขายังต้องต่อสู้ฝ่าด่านอรหันต์กันมาแทบเลือดตากระเด็นถึงจะได้ยืนหยัดบริการลูกค้าอย่างเต็มภาคภูมิ

สรุปแล้วทนคิดถึงบ้านไปก่อนแล้วกัน ทนทำงานเก็บเงินสำหรับเป็นทุนเลี้ยงตัวเองในยามแก่นั่นแหละดีที่สุด เพราะถ้าหากกลับไปตอนนี้แบบมือเปล่าๆ แถมหางานใหม่ก็ไม่ได้ จะเอาอะไรกิน? แม้แต่แกลบและกรวดที่จะเอามาต้มกินก็คงไม่ได้มาฟรีๆ มันต้องมีเงินไปซื้อ จะหันหน้าหวังพึ่งญาติพี่น้องเพื่อนฝูงน่ะหรือ? ใครเขาจะมาคอยแบกภาระชีวิตเราอยู่ล่ะ? แค่วันสองวันคงพอได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเรามีเงินแต่ยังรองาน พวกเขาก็อาจจะยังพอหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ได้บ้าง (แถมบางครั้งอาจจะช่วยหยิบเงินของเราที่มีอยู่ไปช่วยใช้ด้วย) แต่ถ้าเราไม่มีทั้งงานทั้งเงินล่ะก็ ทีนี้แหละจะยิ่งช้ำระกำใจกว่าการทนคิดถึงบ้าน ทนความหนาวและหิมะในต่างแดนซะอีก ในเมื่อทุกคนก็มีภาระแบกกันจนบ่าสองข้างแทบจะหลุดอยู่แล้ว ก็จงอย่าหวังพึ่งใครในโลกเลย นอกจากตัวเราเองเท่านั้น ซึ่งทั้งสองแขนสองแขนของเรายังมีแรงอยู่ก็จงต่อสู้เพื่อความอยู่รอดต่อไปเถิด ดังคำที่พระท่านว่า”ตนนั่นแหละคือที่พึ่งแห่งตน”

south side4

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | September 18, 2009

หัวเราะไม่ออก

                     บางครั้งการทำความดีอะไรสักอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่พูดอย่างนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงว่าถ้าทำความดีแล้วต้องได้อะไรมาตอบแทนหรอกนะคะ เพราะถ้าต้องการทำความดีด้วยจุดประสงค์แค่ชื่อเสียง, เงินทอง, หรือสิ่งของตอบแทนล่ะก็ อย่าไปเสียเวลาทำมันเลยค่ะความดงความดีอะไรนั่น แค่ไปบริจาคขอออกหน้าออกตาซะหน่อยทางทีวีหรือหนังสือพิมพ์ก็ได้แล้ว จงบอกจุดประสงค์ไปเลยว่าที่อุส่าห์กัดฟันและฝืนใจดึงเงินออกมาบริจาคครั้งนี้น่ะ ก็เพื่อกระผมหรือเดี๊ยนขอมีโอกาสโชว์หน้าให้คนทั้งโลกเขาได้เห็นสักหน่อยเถอะครับ(ค่ะ) เพราะอยากออกทีวีหรืออยากเป็นข่าวให้คนอ่านมานานแล้ว (หรือพูดง่ายๆว่าอยากดังจนตัวสั่นนั่นแหละ)

                    ในเมื่อความดีนั้นเป็นสิ่งที่มีความบริสุทธิ์อยุ่ในตัวเองอยู่แล้ว ทำเมื่อไหร่จิตใจของผู้ทำก็ย่อมได้รับความสุขความอิ่มเอิบใจทันทีอยู่แล้ว จะต้องไปหวังผลอะไรมากมายกว่านั้นเล่า?   แต่บางครั้งการทำความดีกับคนบางคนมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แถมไปๆมาๆหาว่าอยากมีส่วนได้ในพินัยกรรมของคนในตระกูลเขาหรือไงถึงได้มาทำเป็นดีแบบนี้? หรือบางทีก็ต้องทนรอและอ้อนวอนขอให้เขารับสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้นี้ด้วยเถิด เพราะเราตั้งใจจะทำให้จริงๆไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไรทั้งนั้น เพียงเพราะอยากมีส่วนช่วยเหลือคนในกลุ่มชุมชนเดียวกันบ้างเท่านั้นเอง แต่แทนที่เขาจะบอกรับในน้ำใจของเรา เขากลับทำเมินเฉยเฉื่อยชากว่าจะพูดอะไรออกมาว่ารับในสิ่งที่เราตั้งใจทำให้นี้หรือไม่รับ ก็ไม่บอกออกมาสักทีกลัวพิกุลทองร่วงจากปากหรือไงก็ไม่ทราบได้ หรือทำเหมือนกับว่าเราไปบังคับใจเขาซะเหลือเกิน หรือว่าคงไปทำความลำบากใจอะไรให้เขานักหนายังงั้นแหละ  คนเราบางคนถึงไม่กล้าที่จะทำความดี หรือกลัวที่จะทำความดี เพราะทำไปแล้วนอกจากไม่มีใครรับในสิ่งที่เราตั้งใจทำแล้ว บางคนยังถูกแจ๊คพ็อตด้วยการถูกฟ้องร้องเป็นคดีความในฐานะที่แหลมหน้าไปช่วยเขาอีกด้วย

                   ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนเคยได้รับการติดต่อจากญาติห่างๆ (สมมุติว่าชื่อ”นายทารกแก่”ก็แล้วกัน) บอกให้ช่วยหางานทำที่อเมริกาให้ด้วย เพราะเขากำลังตกงานและมีหนี้สินล้นพ้นตัว ลูกเมียก็กระจัดกระจายไปคนละทาง นอกจากนี้เขายังอ้างถึงสุขภาพของน้าสาวของเขาว่าไม่ค่อยแข็งแรงแถมยังต้องมาติดหนี้ติดสินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเขาด้วยสรุปง่ายๆก็คือผู้เขียนช่วยติดต่อทั้งเรื่องวีซ่าทั้งเรื่องงานให้เขา ด้วยความสงสารและเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกัน โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าใช้จ่ายอะไรสำหรับตัวเองทั้งนั้น เพราะคิดว่าเมื่อจะช่วยก็ต้องช่วยกันอย่างสุดความสามารถ ได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แล้วก็ไม่ใช่ว่าตัวผู้เขียนเองมีเงินร่ำรวยร้อยล้านหรอกนะคะ ก็บอกแล้วไงว่าช่วยได้เป็นช่วย และช่วยอย่างเต็มที่ด้วย ใช้เวลาในการเดินเรื่องทั้งหมดสี่ปี กว่าที่นายทารกแก่จะได้วีซ่าไปทำงานที่อเมริกา

                     กว่าพระเดชพระคุณนายทารกแก่จะเดินทางไปรายงานตัวกับนายจ้างก็ยังมีข้อต่อรองอีกต่างหาก ทำยังกับว่ามีใครเขามากราบอ้อนวอนเสนองานให้ยังงั้นแหละ เพราะนายทารกแก่ขอให้นายจ้างจัดการเรื่องค่าที่พักค่าเดินทางให้ด้วย  เรื่องที่พักนั้นไม่มีปัญหานายจ้างใจดีเต็มใจให้เช่าห้องพักในบริเวณใกล้ที่ทำงานโดยเก็บค่าเช่าและค่าไฟฟ้าในราคาต่ำกว่าการไปหาเช่าเอง แถมไม่มีเงินค่าวางมัดจำเพื่อประกันของเสียหายอีกด้วย ที่อยู่ก็สะอาดสุขสบายมีห้องนอน,ห้องครัว,ห้องน้ำส่วนตัวไม่ต้องปะปนกับใครทั้งนั้น ค่าแรงก็จ่ายมากกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำคือปกติรัฐมินนิโซต้าเขาจ่ายขั้นต่ำชั่วโมงล่ะ$7.00-$8.00 แต่สำหรับนายทารกแก่นั้น นายจ้างเต็มใจจ่ายชั่วโมงล่ะ$11.25 แถมงานฟลูไทม์อีกด้วยคือสี่สิบชั่วโมงต่ออาทิตย์ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่ ก็ลองเอาเลขสี่มาคูณกับจำนวนเงินที่ได้แต่ละอาทิตย์ดูนะคะ ส่วนค่าเช่าที่พักกับค่าไฟฟ้านายจ้างเขาคิดแค่สองร้อยห้าสิบเหรียญเท่านั้น (ทั้งๆในราคาเช่าทั่วไปจะเริ่มจากเดือนล่ะสี่ร้อยกว่าเหรียญขึ้นไปทั้งนั้น )

                      ทีนี้กลับมาเล่าถึงข้อต่อรองถัดมาที่นายทารกแก่ยื่นขอต่อนายจ้างคือต้องมีคนมารับที่เมืองไทยและต้องออกค่าเครื่องบินให้ด้วย เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนนายทารกแก่ยังไม่เคยเดินทางออกนอกเขตประเทศไทยเลย (แต่ผู้เขียนมาทราบทีหลังว่านายทารกแก่เคยออกไปนอกประเทศเหมือนกัน โดยเอาเงินไปสนับสนุนธุรกิจคาสิโนที่ปอยเปตประเทศเขมร เพื่อให้ชาวเขมรร่ำรวยขึ้น ในขณะที่นายทารกแก่ขอเสียสละทำบุญจนกลายเป็นคนหมดเนื้อหมดตัวแทน โอ้!นี่แหละกุศลผลบุญที่ได้จากคาสิโน)

                       ข้อต่อรองเรื่องการไปรับตัวนายทารกแก่ที่เมืองไทยกับเรื่องจ่ายค่าตั๋วเดินทางนี้ นายจ้างบอกกับผู้เขียนว่าไม่สามารถรับพิจารณาได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นฝ่ายขอร้องอ้อนวอนให้นายทารกแก่มาทำงานกับเขา แต่ที่เขาเต็มใจช่วยเพราะเห็นแก่ผู้เขียนที่ไปขอร้องเขาให้รับนายทารกแก่มาทำงานกับเขาต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้านายทารกแก่ไม่กล้าเดินทางออกนอกประเทศคนเดียวเพราะกลัวว่าหลงทางไปประเทศอื่นหรือกลัวว่าจะหลงออกไปนอกโลกก็ตามที ทางที่ดีนายทารกแก่ควรนั่งภาวนาอ้อนวอนเทวดาให้เนรมิตรงานใหม่ให้ที่เมืองไทยต่อไปนั่นแหละดีแล้ว อย่าได้ฝืนความวิตกกังวลขึ้นเครื่องบินมาเลย  

                         เอาล่ะค่ะวันนี้เขียนแค่นี้ก่อนแล้วคราวหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องนายทารกแก่ต่อค่ะ

                                              

                                                         Artifact fix

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | September 1, 2009

ปล่อยมันไปผุดไปเกิดเถอะ

เมื่อวานขับรถไปในเมือง…ขับตามกำหนดความเร็วที่เขาติดป้ายไว้ในแต่ละช่วง…ถึงแม้กระนั้นก็ยังมีพวกคนที่ใส่ตีนผีขับรถและพยายามบีบแตรไล่หลังมาติดๆ…เสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ซึ่งนอกจากจะเป็นที่น่ารำคาญและรบกวนโสตประสาทผู้คนแถวนั้นแล้ว…ฉันเองมีความรู้สึกว่าจะจอดรถมันกลางถนนเลย แล้วถอดล้อหลังของรถเอาไปขว้างใส่หน้าไอ้พวกคนขับรถแบบขับจานบินเหล่านี้ดีไหม(วะ)? เอ…หรือว่าพวกมันกำลังฝึกหัดเพื่อไปสมัครงานขับจรวดที่องค์การนาซ่า?  แหม…เอะอะก็บีบแตรไล่รถคันโน้นคันนี้ เพื่อที่จะบึ่งแซงทะลุทะลวงไปให้ได้ แม้ทางข้างหน้ามีเครื่องกีดขวางไว้เป็นระยะๆ เพื่อให้รถทุกคันขับแค่เลนเดียวก็ตาม…ใครอยากแซงก็แซงไปเถอะ…อีกหน่อยก็คงไม่ได้เห็นหน้าพวกมนุษย์ตีนผีเหล่านี้หรอก เพราะเดี๋ยวผีก็คงมาทวงคืนทั้งตีนทั้งตัวแล้วพาไปอยู่ที่เมืองผีด้วยกันนั่นแหละ

บางคนคงเกิดมาคงมีความพิการทางอารมณ์มาตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้ถึงมีการแสดงอารมณ์แปลกๆ ขับรถไปตะโกนด่าคันข้างหน้าไปพลางๆ ใครแซงนิดแซงหน่อยเป็นไม่ได้ ต้องรีบปราดถลันทะลวงไปแซงคืนมาให้ได้ แม้ต้องเสี่ยงกับการได้รับใบสั่งปรับจากตำรวจทางหลวงที่คอยซุ่มดูอยู่ตามข้างทางก็ตาม อยากถามจังว่ามันได้อะไรขึ้นมาบ้างนอกจากการได้โอกาสไปหายมบาลเร็วขึ้นกว่าคนอื่นๆ

เออ..ทำใจเถอะนะเรา..ปล่อยมันไป..ปล่อยให้มันรีบไปผุดไปเกิดเร็วๆเถอะนะ…ได้บุญดี.. เดี๋ยวอีกไม่นานนัก บนถนนก็คงว่างเพราะคนพวกนี้มันรีบไปเกิดใหม่หมดแล้วนั่นแหละ…

mad driver

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | September 1, 2009

อาหารในวันที่เดียวดาย

Homeless Dinner

เธอเป็นใคร? มาจากไหนกันหนอ?  คงหิว คงเหนื่อย คงเมื่อยล้ากับการเดินทางอันยาวไกลที่ไร้จุดหมาย อยู่กับคืนและวันที่เคว้งคว้าง…ไร้ญาติขาดมิตรที่เคยมี…เดินทางทุกวัน…วันแล้ววันเล่า ไม่มีอาหารมื้อเช้า ไม่มีมื้อเที่ยง มีเพียงอาหารที่เก็บได้จากถังขยะมาประทังชีพไปวันๆ เจอะเจออาหารเวลาไหน นั่นแหละคือเวลาอาหารในมื้อนั้น เช้าสายบ่ายเที่ยงก็ช่างมัน…ขอเพียงแค่ได้กินเพื่อผ่านหนึ่งคืนหนึ่งวันก็พอแล้ว  เพียงเพื่อต่อลมหายใจให้ยาวนานออกไปสักนิด…แม้ชีวิตจะอยู่อย่างเคว้งคว้าง..แต่ก็ยังมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้ได้ภาคภูมิใจ…เพราะอย่างน้อยชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ อาจจะพอมีความหวังอะไรสักอย่างให้ได้ไขว่คว้ามาเป็นรางวัลแห่งความโดดเดี่ยวเดียวดายกับเขาบ้างหรอกน่า…

สมบัติที่เคยมี..เคยครอบครอง…เมื่อถึงเวลามันก็ไม่ใช่ของของเราอีกต่อไป…ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนความเป็นเจ้าของไปเรื่อย…ต่างขับเคี่ยวแย่งชิงกัน…ใครชนะก็เอาไป…ใครแพ้ก็หมดไป…หมดสิ้นไร้แม้ที่ทางจะซุกหัวนอน…ชีวิตเอ๋ย…เจ้าไม่เคยมีอะไรที่แน่นอนคงทนสักอย่างเดียว….

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | August 9, 2009

เพลงพื้นบ้าน

 

water3

 

               ในความรู้สึกของผู้เขียนคิดว่าเพลงพื้นบ้านที่มีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นบรรเลงประกอบการร้อง เป็นเสียงดนตรีที่มีเสน่ห์มากที่สุด เพราะมีความเรียบง่ายเป็นองค์ประกอบ ถ้อยคำที่นำมาเรียบเรียงก็ใช้ถ้อยคำที่มีความหมาย เป็นถ้อยคำแบบพื้นๆไม่ลามกหยาบคายและไม่ซ่อนความหมายสองแง่สองง่าม ส่วนมากจะบรรยายเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไป, ความงดงามของธรรมชาติ, ความภาคภูมิใจในเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของตน,ความสวยอ่อนหวานละมุนละมัยของอิสตรี, และความสง่ากล้าหาญแห่งบุรุษเพศ

                 ขั้นตอนการก็ขับร้องไม่ยุ่งยากและปราศจากพิธีรีตรอง นักร้องไม่จำเป็นต้องจบหลักสูตรการขับร้องจากสถาบันดนตรีใด ใครก็ได้ที่เต็มใจอยากร้องก็ออกมาร้องกันได้ทันที ซึ่งก็น่าแปลกที่ปัจจุบันการที่จะร้องเพลงสมัยนิยมทั้งหลายนั้น นักร้องส่วนใหญ่จะต้องผ่านโรงเรียนหรือสถาบันต่างๆเพื่อฝึกฝนการออกเสียงต่างๆกว่าจะออกมาเป็นนักร้องได้แต่ละเพลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆหมูๆอีกต่อไป เพราะทุกอย่างกลายเป็นธุรกิจที่เป็นเงินเป็นทองที่ต่างต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกขั้นตอนต้องคิดออกมาเป็นจำนวนตัวเลขของเงินตราทั้งนั้น

                   แต่ก็ใช่ว่าการจบจากสถาบันการฝึกร้องเพลงมาแล้วจะทำให้นักร้องคนนั้นร้องเพลงได้ไพเราะที่สุดในโลกนะคะ เพราะบางทีทำให้การออกเสียงคำพูดธรรมดาๆกลายเป็นคำที่ออกเสียงสำเนียงแปลกๆ ฟังไปฟังมา กลับฟังไม่ค่อยออกว่าคำนั้นคืออะไรกันแน่ทั้งๆเป็นภาษาไทยนั่นแหละ เช่นคำว่า”รักเธอ”กลายเป็น”รักเชอ” ก็เลยงงเป็นไก่ตาแตกอยู่สักพัก พอขยับฟังต่อก็งงอีกเป็นรอบที่สอง กว่าจะจบเพลงต้องหายาแก้ปวดหัวมาช่วยบรรเทาอาการงงแบบสุดขีด จากอาการไก่ตาแตกก็เลยกลายเป็นไก่ตาฟางที่ถูกทำเป็นไก่แช่น้ำปลาไปซะแล้ว ที่สำคัญการออกเสียงคำแทบทุกคำ นักร้องพยายามทำให้เหมือนสำเนียงของฝรั่งที่เพิ่งจะหัดเรียนออกเสียงภาษาไทยซึ่งผู้เขียนอยากเสนอความคิดว่าไหนๆผู้ร้องก็พยายามออกเสียงแบบฝรั่ง แต่งตัวตามแบบสไตล์ฝรั่งกินอาหารแนวเดียวกับฝรั่งแล้ว ก็น่าจะร้องเพลงภาษาฝรั่งไปเถอะค่ะ  อย่าเสียเวลามาร้องเพลงไทยสำเนียงเพี้ยนๆเลย และอย่าพยายามลำบากในการแปรเปลี่ยนการออกเสียงคำธรรมดาให้กลายเป็นคำประหลาดๆเลยนะคะ สงสารลิ้นและลำคอของผู้ร้องมันจะบิดเบี้ยวผิดแผกจากรูปเดิมไปซะเปล่าๆ

                   ย้อนกลับมาพูดถึงเพลงพื้นบ้านดีกว่าค่ะ เพลงประเภทนี้แหละค่ะที่ผู้เขียนใช้เป็นเสียงขับกล่อมอารมณ์ในยามเครียด เพราะฟังแล้วก็เคลิ้บเคลิ้มไปกับทำนองดนตรีซึ่งอาจจะมีเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวหรือสองชิ้นบรรเลงประกอบกับการร้อง  แต่ก็มีมนต์สะกดพอที่จะทำให้หยุดโลกที่สับสนวุ่นวายใบนี้ได้ขณะหนึ่ง

                  ส่วนเนื้อร้องใช้คำพูดง่ายๆแต่บรรยายความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งกินใจคนฟัง จนบางครั้งเกิดจินตนาการล่องลอยไปในสถานที่ที่เนื้อเพลงกล่าวถึงเช่นหมู่บ้านเล็กๆกลางขุนเขาที่มีม่านหมอกยามเช้าโอบล้อม หอมกรุ่นละมุนละมัยด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่อบอวลทั่วหมู่บ้าน  หยาดน้ำค้างบริสุทธิ์สดใสเกาะตามใบหญ้าเปล่งประกายราวเพชรเม็ดน้อยร่วงหล่นจากสวรรค์มาประดับโลก ท่วงทำนองดนตรีก็แช่มช้าอ่อนโยน ไม่ใช่ฟังแล้วเกิดอาการเส้นกระตุกต้องรีบกระโจนกระโดดโลดเต้นเป็นลิงเป็นค่างที่กำลังหิวกล้วยน้ำว้า แกว่งศรีษะและลำตัวไปตามจังหวะเสียงเพลงที่เร่าร้อนปานประหนึ่งพยายามจะเหวี่ยงศรีษะให้หลุดออกจากบ่าซะให้ได้ในนาทีนั้น  ช้าก่อนคนดี…โปรดกรุณาเก็บกระโหลกศรีษะที่บรรจุมันสมองอันชาญฉลาดของคุณให้อยู่กับร่างกายนานๆดีกว่านะคะ

                         ถ้าหากคุณเครียดมากๆกับสภาวะที่สับสนของสังคมปัจจุบัน บางทีเพลงพื้นบ้านหรือดนตรีพื้นบ้านของชนเผ่าต่างๆอาจจะเป็นคำตอบที่คุณกำลังแสวงหาก็ได้ ขอรับรองเลยว่าจะเป็นยาวิเศษที่ใช้ผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดีเยี่ยมเชียวค่ะ

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | August 1, 2009

เขียนถึง”เธอ”อีกครั้ง

คนดี…

ร่างของเธอจากฉันไปนานแล้วในการสู้รบครั้งนั้น

หากแต่ยังไม่นานพอที่จะลบเลือนเรื่องราวต่างๆไปจากความทรงจำของฉันได้เลย

ฉันยังจำวันนั้นได้…วันที่ฉันได้รับข่าวร้ายจากเพื่อนของเธอ

ดูเหมือนว่าโลกทั้งโลกหยุดนิ่งและเงียบงันในทันทีนับแต่วินาทีนั้น

เงียบและวังเวง….หนาวสะท้านทะลวงลึกถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจ

แม้การจากไปของเธอนั้น…สง่างามเยี่ยงวีรบุรุษที่หาญกล้า

แต่การจากลาของเธอ..ทำให้สายรุ้งสวยที่ทอประกายในโลกฝันของฉัน

กลับกลายเป็นม่านหมอกแห่งน้ำตาที่หนาทึบตลอดมา…จนกระทั่งวินาทีนี้

ฉันจึงอยากเขียนถึงเธออีกครั้งเพื่อให้โลกรับรู้ว่า…

เธอยังอยู่ในใจของฉันเสมอมาและตลอดไปอย่างไม่มีกำหนด

 watercolor

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | August 1, 2009

เรือบรรทุกฝัน

สุดคุ้งน้ำที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด

เจ้าของเรือลำน้อยบรรทุกความฝันอันงดงามมาเต็มเพียบ

ด้วยมั่นหมายไปให้ถึงฝั่งฝันลิบๆโน้น

วันเวลาที่พ้นผ่าน…ความฝันเริ่มหล่นหายไปกับสายน้ำด้วยความเผลอเรอ

ความฝันหนึ่งหลุดไป…ยังเหลือความฝันอีกมากมายอยู่ในเรือ…ก็คงไม่เป็นไรนะ

เผลอไผลไปกับความงามของสายน้ำและฟากฟ้า…และเริ่มเลอะเลือนกับวันเวลา

เมื่อจวนเจียนจะถึงอีกฟากฝั่ง….

จึงรู้ว่าความฝันที่เคยเต็มลำเรือน้อย..ได้หลุดลอยหายไปจนหมดสิ้น…

เหลือแต่เพียง…ความว่างเปล่า…ที่บรรจุไว้เต็มลำเรือ

 

July Lacrosse 12 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | July 27, 2009

ลูกค้าบุฟเฟ่

บุฟเฟ่เป็นการขายอาหารที่จัดไว้หลากหลายชนิด โดยลูกค้าสามารถทานได้เต็มกำลังและเท่าที่ผนังกระเพาะจะสามารถยืดออกเต็มที่ เพื่อบรรจุอาหารได้ในมื้อนั้นอย่างเต็มพิกัด กินกันจนอิ่มพุงกางเป็นอึ่งอ่างในฤดูวางไข่ หรือจะตะกละกินกันจนอ้วกก็จ่ายค่าอาหารในราคาเดียวเท่านั้น คล้ายๆบัตรทองสามสิบบาทรักษาได้ทุกโรคอะไรทำนองนั้นล่ะค่ะ

คือจะกินสามอย่างหรือสิบอย่าง หรือจะกินทุกๆอย่างที่เขาจัดวางไว้ก็ตามสบายเถิด     กินให้ถึงใจพระเดชพระคุณ เขาคิดราคาเดียวเท่ากันเหมือนกันทั้งหมด ไม่มีการกำหนดเรื่องรูปร่างความผอมหรือความอ้วนของคนกินอีกด้วย ซึ่งทางร้านตั้งราคาไว้เลยว่าบุฟเฟ่มื้อนั้นต้องจ่ายอิ่มล่ะเท่าไหร่? ส่วนมากจะเป็นมื้อกลางวันเท่านั้น อาหารค่ำก็คิดอีกราคาหนึ่งซึ่งแพงกว่าตอนกลางวัน แต่ก็มีร้านอาหารบางแห่งใจถึงพอที่จะขายราคาบุฟเฟ่ตลอดวันด้วย

 ที่ว่าร้านใจถึงก็เพราะลูกค้าส่วนมากที่เข้ามาใช้บริการบุฟเฟ่มักจะมีหุ่นจะพอๆกับฮิปโปโป้หรือน้องๆปลาวาฬ แถมชอบมากันทีกลุ่มละสี่ห้าคน วันไหนมากันหลายๆกลุ่มวันนั้นเจ้าของร้านต้องเตรียมยาหม่องยาดมไว้เพียบเพื่อสูดดมฉมชื่นใจก่อนจะหมดแรงยืนแล้วเงยหน้ารำพึงถามฟ้าเหมือนกับตอนที่จิวยี่แค้นใจจนกระอักเลือด (เพราะโดนขงเบ้งเฉือดเฉือนด้วยคมวาจา) ว่า…
“ฟ้าให้ข้ามาเปิดร้านบุฟเฟ่ ไฉนฟ้าจึงส่งแต่ฮิปโป้มาเข้าร้านข้าด้วยเล่า?”

เพราะลูกค้าแต่ละคนกินเร็วและจุราวกับมีอ่างเก็บน้ำอยู่ในท้อง เดินเติมอาหารกันอย่างมีความสุข สุขในการกินที่มีอาหารให้เลือกละลานตา สุขในการจ่ายราคาเดียวแล้วกินได้เต็มกำลัง บางคนเติมจนล้นจานก็ดูเหมือนยังไม่สะใจ ถ้าไม่เกรงใจลูกค้าคนอื่นๆ พี่ท่านก็คงยกออกไปทุกถาดเลย บางคนเติมอาหารใส่จานเดียวจนล้นแล้วยังอุส่าห์เติมใส่จานที่สองถือกลับไปพร้อมๆกันด้วย นั่นเพียงแค่ออเดิฟค่ะ ซึ่งท่านหาอิ่มไม่ เพราะต้องมีการเดินกลับมาเติมอีกหลายรอบ แต่ละรอบปริมาณอาหารพอกพูนจนล้นจานเท่ากันทุกรอบ

เท่าที่ผู้เขียนสังเกตดู ลูกค้าที่เข้าร้านบุฟเฟ่มักจะเป็นคนวัยหนุ่มสาวและกลางคนมากกว่าวัยสูงอายุ เพราะฉะนั้นแต่ละคนมีพลังในการกินที่แรงราวพายุทอนาโดผสมสึนามิ แต่พลังในการจ่ายค่าอาหารค่อนข้างแผ่วเบาเหมือนเสียงกระพือปีกของแมลงปอบนช่อดอกไม้ เจ้าของร้านอาหารบุฟเฟ่ ซึ่งเป็นครอบครัวชาวจีนสองพี่น้องที่ผู้เขียนรู้จักและคุ้นเคยมานานปีเคยคุยอย่างเปิดใจอย่างหมดเปลือกว่า

“เราก็ดีใจนะที่มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนสนับสนุนกิจการให้อยู่ได้ แต่ว่าบางทีเราก็หนักใจกับลูกค้าบางคนที่หุ่นโตๆกินจุๆเหมือนกันนะ เพราะจ่ายเท่ากับราคาคนผอม แต่ปริมาณอาหารมากกว่ากันสามเท่าเลย ทำให้กำไรในบางวันที่จะได้แทบไม่เหลือ แต่จะไปว่าหรือไปห้ามพวกเขาก็ไม่ได้อีกแหละ เพราะเราทำมาค้าขายแบบนี้ ถ้าเขาไม่มาอุดหนุนเราก็ไม่งานนี้ไม่มีเงินจะใช้ด้วย”

“แล้วต้องทำไงบ้างล่ะที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้?” ผู้เขียนถาม

“ที่พอทำได้ก็แค่เปลี่ยนขนาดของจานให้เล็กลงมาหน่อย และต้องใช้จานก้นแบนที่สุดเท่าที่หาได้ เพื่อจะได้ไม่มีส่วนลึกของก้นจานใส่อาหารได้มากเกินไป แต่ถึงไงเขาก็ต้องเดินกลับมาเติมอาหารอีกจนกว่าจะอิ่มนั่นแหละ แต่ก็ต้องใช้พลังงานในการเดินไปเดินมา บางคนกินซะจนกระเพาะยืดออกไม่ได้อีกแล้ว ก็เกิดความขี้เกียจเดินขึ้นมาบ้าง อาจจะหยุดเติม อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมตัวเองในการกินของแต่ละคนนะ ไอ้เราจะไปบังคับว่าอ้วนขนาดนี้ต้องกินแค่นั้นก็ไม่ได้ ดีไม่ดีเกิดเขาโมโหหิวขึ้นมา เราก็อาจจะโดนตึ๊บจากแรงฝ่าเท้าปานช้างเหยียบตายมันก็ไม่คุ้มกันนะ”

“โห….มีดุเดือดปานนั้นเชียวหรือ?” ถ้าเป็นเราคงขายได้อย่างมากก็แค่สามวันกับอีกสามชั่วโมงก็คงต้องบอกลากันแล้วล่ะ แต่ก็น่าทึ่งจริงๆที่พวกร้าน  อาหารบุฟเฟ่ส่วนมากเขาดำเนินกิจการมาจนประสพความสำเร็จกันหลายร้าน ทั้งๆที่แต่ละร้านก็มีลูกค้าหุ่นนี้เข้าเป็นส่วนมาก

                                         

 Foo30

                                                                        

Older Posts »

Categories