Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | February 9, 2010

งานNursing Home

        ผู้เขียนคิดจะหางานพาร์ทไทม์หลายๆงานเพิ่มเติม เพื่อเตรียมหาเงินไปเรียนต่อช่วงฤดูร้อนปีนี้ เพราะไม่อยากยุ่งยากขอยืมเงินทุนรัฐบาลมาเรียนเหมือนปริญญาใบแรก กว่าจะผ่อนใช้หมด ดอกเบี้ยก็ตั้งหน้าตั้งตาออกดอกงามสะพรั่งบานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการแบ่งตัวของพวกไวรัส

         คราวนี้ไปได้งานพาร์ทไทม์อีกงานหนึ่งที่Nursing Home ซึ่งเป็นองค์กรคาทอลิคที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ ส่วนมากคนแก่ที่อยู่ที่นี่มีร่ำรวยมากกว่าที่ Nursing Home อื่น สถานที่จึงดูหรูหราสมกับเป็นชั้นหนึ่งของเมืองนี้

        รู้สึกอึดอัดทันทีในวันแรกที่เริ่มทำงาน  หน้าที่ของงานไม่ยากเย็นเลย เพราะมีประสพการณ์จากงานพยายาบาลมาหลายแห่งทั้งจากเมืองไทยและที่อเมริกา แต่ความยากอย่างสุดยอดของงานที่นี่มันอยู่ตรงที่การเอาใจบรรดาคนรวยทั้งหลาย ซึ่งมันยากยิ่งกว่าเข็นช้างแก่ที่เป็นอัลไซเมอร์ขึ้นภูเขาหิมาลัยซะอีก  เพราะพวกนี้นอกจากจะจู้จี้จุกจิกงี่เง่าแบบสุดๆแล้ว ยังชอบดูถูกคนต่างชาติที่ไม่ใช่คนผิวขาวอีกต่างหาก ทั้งๆที่ผู้เขียนไปช่วยเหลือพวกเขาให้การบริการด้านพยาบาลเต็มที่ แต่พวกนี้ทำท่าราวกับว่าเราเป็นทาสติดเรือนเบี้ยของมันยังไงยังงั้นเลย

       แม้ผู้เขียนจะผ่านการฝึกอบรมมาอย่างหนักให้อดกลั้นอดทน มีอารมณ์หนักแน่น ไม่โกรธง่าย ต้องเข้าใจสภาวะความเจ็บป่วยของผู้ป่วยทุกรูปแบบ แต่ว่าก็ยังไม่ได้ฝึกญาณถึงขั้นเป็นอรหันต์นี่หว่า จะได้ตัดอารมณ์ทุกอย่างได้หมดสิ้นแล้วนั่งนิ่งๆเป็นพระอิฐพระปูนให้ฝรั่งงี่เง่าพวกนี้มันโขลกสับเอาตามใจชอบ จริงอยู่ถึงมีเงินค่าจ้างตอบแทนตามสมควร แต่มันก็ไม่ได้หมายถึงว่าเงินจะยอมให้ผู้เขียนเสียศักดิ์ศรีความเป็นคนไทย ให้คนแก่ตาน้ำข้าวมันเหยียบย่ำได้ตามใจชอบเสมอไปหรอกนะ มันต้องมีขอบเขตกันบ้างสิ  

       แม้พยายามทำใจ แต่มันก็ยังหนักอยู่ในความคิด แถมคนแก่รวยๆพวกนี้ยังขี้เกียจตัวเป็นขนอีกต่างหาก กะอีแค่หยิบหลอดดูดน้ำใส่แก้ว ก็ต้องกดสัญญาณเรียกให้คนเข้าไปช่วยหยิบใส่ให้ ทั้งๆที่แก้วน้ำก็ตั้งอยู่ตรงหน้า ห่างจากจมูกไม่ถึงคืบ หลอดดูดก็วางห่างจากหน้าระยะแค่หัวสิวกระเด็นหลุดเท่านั้น ทั้งๆที่มือเท้าทุกอย่างยังใช้การได้ไม่ได้พิการอะไรตรงไหนสักนิด วันๆก็เอาแต่นอนบนเก้าอี้ยาวดูทีวีไม่ชอบออกกำลังทำอะไรทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้สภาพร่างกายมันจะไปฟื้นฟูอะไรได้?  มีแต่จะเพิ่มไขมันพอกไปทั่วทุกที่ทุกวัน อีกหน่อยก็คงตัวอ้วนพองกลมดิก เห็นแต่หัวหลิมๆเหมือนตัวเห็บหมา แล้วคงกลิ้งตกเก้าอี้สักวันหรอก การพูดจาก็ไม่มีมนุษยสัมพันธ์อะไรสักอย่าง เอะอะก็ตะโกนโหวกเหวกราวกับมีมือผีลึกลับมาบีบคอหอย เที่ยวด่าแบบหยาบๆคายๆใส่หน้าใครต่อใครไปทั่ว นี่เหรอพวกคนรวยในประเทศที่เจริญแล้ว? ดูในรูปตอนที่พวกเขายังหนุ่มๆสาวๆก็ดูหรูหราเริ่ดดีอยู่หรอก แต่พอแก่ตัวลงทำไมถึงกลายเป็นพวกที่หยาบคายน่าสมเพทเวทนาซะเหลือเกินก็ไม่รู้ หรือว่าความร่ำรวยมันมีความกดดันมากเกินไป ? ความมีเงินมากเกินไปนี่ก็ทำให้คนเรากลายเป็นคนครึ่งดิบครึ่งสุกในตอนแก่ได้เหมือนกันนะ

           คิดถึงพวกคนเฒ่าคนแก่ที่เมืองไทยแล้ว ความรู้สึกมันตรงกันข้ามกันเลย เพราะคนแก่ที่บ้านเรามีความสงบอยู่ในศีลในธรรม โอบอ้อมอารีกับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน อาศัยเป็นที่พึ่งทางใจได้เสมอ หน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่า ไม่เหมือนคนแก่ฝรั่ง ที่วันๆหารอยยิ้มสักนิดก็ไม่มี มีแต่รอยเหี่ยวยับย่นของความบูดบึ้งบนหน้า แล้วยังชอบทำท่าเหมือนพร้อมที่จะกระโดดงับคอใครสักคนที่เข้ามาใกล้ๆ แถมยังเป็นสุดยอดแชมป์แห่งความจู้จี้จุกจิกแบบไม่มีคนแก่ชาติไหนในโลกสามารถแย่งชิงตำแหน่งความบูดบึ้งนี้ไปได้เด็ดขาด ก็เพราะแบบนี้ไงพวกฝรั่งที่เป็นลูกหลานถึงได้หอบทิ้งไว้เพื่อรอการเดินทางกลับบ้านเก่าที่ Nursing Home

 

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | January 28, 2010

สวัสดีอเมริกา…(ตอน๑)

          เคยมีเพื่อนๆและแฟนคลับหลายคนของBlogนี้ส่งเมล์เข้ามาถามว่าทำอย่างไรถึงจะหาทางมาทำมาหากินที่อเมริกาได้? ซึ่งเป็นคำถามที่ต้องหาข้อมูลและรายละเอียดมาตอบกันอย่างรอบคอบ เพราะผู้เขียนไม่อยากตอบแบบสุ่มสี่สุ่มห้าหรือเดาส่งๆแบบไม่รู้จริงแล้วดันแหลมมาอวดรู้ ไม่ได้ค่ะ!เรื่องแบบนี้จะมาทำเป็นเรื่องเล่นๆเฮฮากันไม่ได้เด็ดขาด แต่ก็จะพยายามตอบในส่วนที่ผู้เขียนรู้จริงหรือเคยมีประสพการณ์เท่านั้นนะคะ นอกนั้นจะพยายามหาข้อมูลมาเพิ่มเติมให้เท่าที่หาได้ ถ้าหากท่านใดหากมีคำถามอื่นๆเพิ่มเติมก็ส่งอีเมล์ไปถามไถ่กันได้อีกนะคะ หรือจะโพ้สคำถามไว้ที่Blogก็ได้ เพราะอย่างน้อยจะได้มีผู้อ่านคนอื่นๆที่มีคำถามคล้ายๆกันมาอ่านด้วย  หรือช่วยกันตอบอีกหลายๆแรงยิ่งดีเลยค่ะ

        แต่ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับการขอวีซ่าเข้าอเมริกานั้นมีรายละเอียดอยู่แล้วที่เว็บไซด์ของสถานทูตอเมริกันในกรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาจะอัพเดทข้อมูลในแต่ละปีรวมทั้งมีรายละเอียดต่างๆในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าแต่ละประเภทไว้อย่างถูกต้องที่สุด  เขามีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้เลือกอ่าน ถ้าว่างๆลองคลิ๊กไปมองๆดูที่โฮมเพจของเขาและเชิญคลิ๊กอ่านดูได้เลยนะคะที่  http://bangkok.usembassy.gov/

        ทีนี้มาตอบบางคำถามที่ว่าถ้ามาถึงอเมริกาแล้วจะเริ่มต้นหางานอย่างไรดี? อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าที่คุณขอเข้าอเมริกาด้วยนะคะ เช่นถ้ามาด้วยวีซ่านักเรียนนักศึกษา คุณก็สามารถทำงานแบบพาร์ทไทม์ได้ที่มหาวิทยาลัยที่คุณมาศึกษาต่อ ส่วนมากทุกมหาวิทยาลัยเขาจะอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติทำงานได้ไม่เกินสัปดาห์ละ๒๐ชั่วโมงค่ะ และเป็นงานที่ทำในเขตของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เช่นอาจจะทำงานที่ห้องสมุด, ร้านอาหารของมหาวิทยาลัย,ร้านขายหนังสือและอุปกรณ์การเรียน, หรืออาจจะเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ในการเตรียมงานต่างๆ เพราะบางคณะวิชาอาจารย์จะมีงานล้นมือต้องการผู้ช่วยให้มาพิมพ์เอกสารรายงานต่างๆ ก็จะจ้างนักศึกษามาช่วยทำ หรือบางทีก็ต้องการนักศึกษามาช่วยจัดเตรียมสตูดิโอสำหรับงานศิลปะก็เป็นอีกงานหนึ่งที่นักศึกษาต่างชาติจะมีโอกาสได้เรียนรู้ฝึกงานเหล่านี้ และที่สำคัญมีรายได้เล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมด้วย ถ้าไม่เลือกงานแล้วล่ะก็ ในมหาวิทยาลัยจะมีงานพาร์มไทม์มากมายให้เลือกทำ แม้แต่งานรับจ้างขับรถตัดหญ้าให้สนามหญ้าของมหา’ลัยก็มี แถมค่าจ้างดีด้วยค่ะ

          แต่ถ้าจะออกไปทำงานข้างนอกมหาวิทยาลัยล่ะก็ ค่อนข้างจะลำบากหน่อยพราะนายจ้างเขาต้องขอดูเอกสารเกี่ยวกับสถาณภาพของคุณก่อนว่าคุณมาอยู่ในอเมริกาแบบไหน? แบบนักเรียน,แบบท่องเที่ยว,หรือว่ามาทำงาน? มีหมายเลขหรือบัตรประกันสังคมหรือเปล่า? (หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่าSocial Security card) บัตรนี้สำคัญมากสำหรับการทำงานในอเมริกาค่ะ เพราะเป็นหมายเลขประจำตัวสำหรับการเก็บหักภาษีจากเงินรายได้ของผู้ทำงาน ไม่มีไม่ได้ค่ะ ส่วนมากแล้วถ้าเป็นนายจ้างฝรั่งเขาจะไม่ค่อยรับนักศึกษาต่างชาติเข้าทำงานไม่ว่าพาร์ทไทม์หรือฟลูไทม์ ยกเว้นงานแบบมาฝึกงานที่ทางมหาวิทยาลัยมีใบส่งตัวมา เพราะฉะนั้นข้อเลือกนี้จึงมาลงตัวที่ร้านอาหารไทยในต่างแดนเป็นส่วนมาก เพราะคนไทยเราไม่ว่าอยู่ที่ไหน เจอกันก็มักจะมีความรู้สึกคล้ายๆกันคืออยากช่วยเหลือกันในฐานะคนไกลบ้านด้วยกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าร้านที่คุณไปสมัครงานนั้น นายจ้างเขาจะตกลงเรื่องค่าจ้างอย่างไรนะคะ เพราะบางร้านเขาอาจจะมีอาหารไทยให้กินฟรีช่วงทำงาน แต่ค่าจ้างน้อยไปนิด แบ่งค่าทิปให้อีกนิดหน่อย โดยไม่ได้หักภาษีออก เพราะเขาจ้างแบบ”แอบๆจ้าง”ไงคะ อันนี้กฎเกณฑ์จะไม่ตายตัวเสมอไปค่ะ แต่ข้อเสี่ยงคือคุณต้องมีสายตาไวแบบสายตาเหยี่ยวหาทางหนีทีไล่ให้พร้อมในยามฉุกเฉิน เพื่อคอยหลบๆซ่อนๆจากสายตาของเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจร้านด้วยก็แล้วกัน ไม่งั้นทั้งคุณและเจ้าของร้านที่จ้างจะเดือดร้อนทั้งคู่ค่ะ

              ถ้าหากคุณมาในแบบวีซ่าโรบินฮู้ดคือแบบท่องเที่ยวแล้วแอบอยู่เลย เพราะอยากทำงานหาเงินดอลล่าร์กลับบ้านให้คุ้มค่าเครื่องบินและหาประสพการณ์ในต่างแดนด้วยเป็นของแถม ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งที่ต้องหลบๆซ่อนๆในการทำงานอีกเหมือนกัน และต้องกล้าพอที่จะเสี่ยงดวงกับนายจ้างว่าเขาจะมีเมตตาและมนุษยธรรมมากน้อยแค่ไหน? เพราะนายจ้างบางรายจะถือโอกาสกดราคาจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนดเลยทันที  แถมขู่ข่มขวัญอีกต่างหากว่าถ้ายังไม่อยากถูกอิมมิเกรชั่นเนรเทศกลับไปไทยล่ะก็ สูจงก้มหน้าก้มตาทำงานหนักๆและมีความพอใจกับค่าจ้างน้อยๆนี้ต่อไปอย่างเงียบๆเถิด ไม่งั้นไม่มีงานให้ผลิตเงินดอลล่าร์นะจ๊ะจะบอกให้  เพราะนอกจากข้าฯ(ผู้เห็นแก่ตัวและฉวยโอกาส)แล้วก็ไม่มีใครกล้ารับสูเข้าทำงานหรอก นั่นไง!กลายเป็นบุญคุณผูกมัดกันเข้าไปอีกต่างหาก แต่นายจ้างบางรายก็แสนดีราวกับพระเวสสันดรกลับชาติมาเกิด เพราะจะพยายามช่วยเหลือวิ่งเต้นหาทางขอกรีนการ์ดให้อยู่ทำมาหากินในอเมริกาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเจอนายจ้างประเภทนี้แสดงว่าคุณมีบุญเก่าที่เหลือกินเหลือใช้มาจากชาติก่อนจริงๆค่ะ

              ถึงได้บอกตั้งแต่ต้นไงล่ะคะว่าเรื่องนี้ต้องเสี่ยงดวงกันจริงๆ แต่วันนี้ต้องขอเขียนค้างไว้เท่านี้ก่อนเอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าต่อ โปรดอดใจรออ่านตอนต่อไปนะคะ….

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | January 27, 2010

“แด่คุณด้วยกำลังใจ”

        เดือนมกราคมปี๒๕๕๓กำลังจะจากไปอีกแล้วสินะ ความรู้สึกเหมือนกับว่า เพิ่งผ่านปีใหม่มาเมื่อวานนี้เอง ชีวิตคนเราจะมีอะไรมากมายให้ต้องกังวลถึงมันนักเล่า? เฉกเช่นความทุกข์กับความสุขที่ต่างมาหาและต่างจากเราไปตามแต่ละช่วงจังหวะเวลาของชีวิต หากหลงยึดคิดติดมั่นไม่ปล่อยมันไปตามวาระ ก็เท่ากับเราสูญเสียโอกาสดีๆใหม่ๆที่กำลังจะผ่านเข้ามาอีก เพราะมัวแต่จมปลักฟูมฟายโหยหาวันเวลาและอดีตเก่าๆ จนลืมนาทีที่กำลังเป็นอยู่ปัจจุบัน

        แน่นอนค่ะที่อนาคตจะมาหาเราพร้อมทั้งความสุขและความทุกข์ ซึ่งมันก็อาจแตกต่างจากทุกข์สุขเดิมๆ มันไม่เหมือนกันราวฝาแฝดหรอกนะคะ  แต่เราต้องพร้อมที่จะพบกับมันด้วยใจมั่นคงและไม่หลงติดกับเวลาเก่าๆหรือสิ่งเก่าๆที่จากไปแล้ว เพราะวันเวลาในแต่ละช่วงของชีวิตของคนเรานั้น คือการสร้างเสริมประสพการณ์ชีวิตให้เข้มแข็งแกร่งกล้าขึ้นอย่างมีคุณค่า ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองภาพรวมของชีวิตเราอย่างไร? ด้านบวกหรือด้านลบ? เพราะบางคนอาจจะบอกว่าสภาพในปัจจุบันมันแย่ลงกว่าเดิม คุณต้องถามตัวเองอีกครั้งว่ามองรอบด้านหรือทุกด้านชีวิตของคุณแล้วหรือ? ว่าชีวิตคุณแย่ลงและไม่มีอะไรดีเลย? หรือเป็นเพราะคุณกำลังรู้สึกท้อแท้เบื่อหน่ายจนลืมมองเห็นสิ่งดีๆที่คุณเคยได้รับและเคยภาคภูมิใจในตัวเอง สิ่งนั้นอาจจะเป็นจุดเล็กๆที่คุณละเลยมันไป เพราะความรู้สึกท้อแท้ที่กำลังกัดกร่อนจิตใจคุณในขณะนี้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นล่ะก็ คุณต้องปล่อยวางอารมณ์ตัวเองให้นิ่งให้ได้ก่อน ปล่อยใจให้ว่างๆสบายๆ ไม่ต้องนึกถึงหนี้สินก้อนโตที่ยังแบกภาระจ่ายดอกเบี้ย ช่างมันก่อนตอนนี้ เจ้าหนี้ทั้งหลายเขาคงยังไม่ขาดใจตายหรือชักดิ้นชักงอเพราะรอไม่ได้หรอกค่ะ (ในเมื่อตัวเลขจำนวนดอกเบี้ยที่เขาจะได้รับจากเรายังเป็นกำลังใจให้เขามีชีวิตอยู่ต่ออีกนาน)  รวมทั้งคุณจะต้องวางเรื่องที่ขุ่นข้องใจและเรื่องที่ไม่สบายใจทุกๆเรื่องที่กำลังรบกวนความรู้สึกปัจจุบันให้ได้ด้วยค่ะ เช่นเรื่องที่เคยขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน เรื่องที่เคยผิดหวังต่างๆ หรือบางคนที่หากยังอยู่ในสภาวะที่ยังหางานอะไรไม่ได้ ฯลฯ ก็ต้องปล่อยวางความคิดให้ได้เช่นกัน

       นั่นคือปล่อยความกังวลให้ออกห่างและวางมันลงก่อน… แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับการปรับใจใหม่ เพราะถ้าคุณยังวิตกหมกมุ่นอยู่อย่างนั้นทุกวินาที  กำลังใจที่เคยมี ก็จะเหลือเพียงซากความอ่อนแอและไม่สามารถต่อต้านอะไรได้เลย แม้แต่หยาดน้ำตาของตัวเอง แถมมันยังเป็นความรู้สึกที่พยายามรังแกและคุกคามอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาไม่ว่าช่วงหลับหรือตื่น  เมื่อปล่อยวางความรู้สึกที่กังวลทั้งหลายลงได้บ้างแล้ว จากนั้นต้องพยายามคิดตั้งใจใหม่ให้ได้ว่าวันนี้..เวลาในขณะนี้ต่างหาก..ที่มันกำลังรอการรับรู้ของคุณว่าจะให้มันดำเนินต่อไปอย่างไร?

      ค่ะ! คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกแย่ๆและพร้อมโยนมันทิ้งในนาทีนี้ได้หรือยัง? พร้อมไหมกับก้าวใหม่ๆที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง? พร้อมหรือยังที่จะเริ่มรู้สึกสนุกสนานกับช่วงเวลาใหม่ๆที่กำลังจะมาถึง? ไม่ว่ามันจะเป็นเวลาแห่งความทุกข์หรือความสุขก็ตาม ต้องยิ้มต้อนรับกับมันด้วยใจมั่นดุจดั่งขุนเขาไม่หวั่นกับพายุร้าย แต่หากยืนพร้อมอย่างท้าท้ายและสงบนิ่งกับแรงปะทะทุกรูปแบบ เพราะว่า..ไม่ว่าพายุที่กระหน่ำรุนแรงหรือสายลมที่อ่อนโยน ทุกอย่างเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องจากเราไปตามวาระเวลาของมันทั้งนั้นค่ะ…

             ขอให้เพื่อนๆและผู้อ่านBlogนี้ทุกๆท่านจงมีกำลังใจที่เข้มแข็งเสมอและก้าวต่อไปกับวันเวลาใหม่ๆด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้นะคะ…พร้อมหรือยังคะที่จะต้อนรับเดือนกุมภาพันธ์ปี๒๕๕๓?  มาสิคะเราจะก้าวเดินไปพร้อมๆกันและเป็นกำลังใจให้กันและกันตลอดปีนี้และตลอดไป…

 

            

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | December 27, 2009

สวัสดีปีใหม่2553 (2010)

          อีกไม่กี่วันปี ๒๕๕๒กำลังจะจากเราไป ปีใหม่ ๒๕๕๓กำลังจะเข้ามาแทนที่ ปีเก่าหรือปีใหม่ วันและเวลายังคงรักษาความเสมอต้นเสมอปลายตลอดมาไม่เปลี่ยนแปลง  นั่นคือเวลาไม่เคยรีรอใครทั้งนั้นว่าจะตามมันมาทันหรือเปล่า? มันเดินทางมาหาทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละวัน บางคนเห็นคุณค่าของเวลาก็รีบไขว่คว้า รีบขนขวายเพื่อสร้างความฝันที่ตั้งใจไว้และพยายามต่อสู้ดิ้นรนขนขวายเพื่อให้บรรลุสู่จุดหมายปลายทางในสิ่งที่หวัง อาจจะได้มาหลายๆอย่าง หรืออย่างเดียวก็ตาม แต่ก็ทันกับเวลาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้… ทว่าบางคนกลับเมินเฉยไม่กระตือรือร้นอะไรทั้งนั้นกับการมาหรือการจากไปของเวลาในแต่ละวัน ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่าน่าเสียดาย ย้อนกลับมารำพึงรำพันอย่างปวดร้าวว่าทำไมชีวิตของเรามีแต่ความว่างเปล่าทุกวัน ไม่เห็นมีอะไรเท่าเทียมกับคนอื่นๆเลย แล้วก็หมกตัวเองอยู่กับความสิ้นหวัง  ทั้งๆที่เวลาให้โอกาสทุกคนในโลกเท่าเทียมกันทุกวันนั่นคือวันละ๒๔ชั่วโมง  

          เวลาในอดีตที่เสียไปแล้ว มันเอากลับคืนมาไม่ได้อีก แม้จะร่ำร้องคร่ำครวญโหยหาอย่างเสียดายและเสียใจแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าเวลาในปัจจุบัน…ในโมงยามที่เป็นอยู่ขณะนี้ต่างหาก ที่ยังเป็นของเราอย่างเต็มที่ เพียงแต่ใส่ใจและตั้งใจที่จะเริ่มต้นกับสิ่งเราที่อยากทำและทำได้ รวมทั้งทำให้ดีที่สุด สุดความสามารถ ทุกวินาทีที่ผ่านไปก็จะบรรจุเต็มด้วยความหมายแห่งชีวิต บางทีสิ่งที่เคยหวังและตั้งใจอยากทำก็จะกลับกลายเป็นรูปร่างให้เห็นได้อย่างชัดเจนและน่าภาคภูมิใจ แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เก็บเกี่ยวได้จากเวลาในแต่ละวัน แต่มันก็ไม่ใช่เวลาแห่งความสูญเปล่าอีกต่อไป น้ำหยดทีละหยดยังสะสมกลายเป็นแม่น้ำและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้เลยนี่นา  ขอเพียงมีความตั้งใจจริง มีความพากเพียรพยายามและที่สำคัญรู้คุณค่าของเวลา…นั่นแหละคือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่พระเจ้าให้กับมนุษย์ทุกคนมาเพื่อก่อร่างสร้างความสำเร็จของชีวิตให้กับตนเองและสังคม

         ในแต่ละนาทีที่คุณมีอยู่ ขอให้คุณเติมความหวัง…ความตั้งใจ… ความอดทน….ความมุ่งมั่นกับการค้นหาในสิ่งที่คุณหวังอย่างเต็มที่…อย่าปล่อยให้ทุกวินาทีผ่านไปอย่างเลื่อนลอยไร้ค่าอีก…แล้วบางทีปีใหม่นี้อาจจะเป็นปีที่คุณประสพความสำเร็จและโชคดีที่สุดก็ได้….ขอเป็นกำลังใจให้คุณค่ะ  

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | December 6, 2009

หิมะและความหนาวโผล่มาอีกแล้ว

       ข่าวพยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่าจะมีหิมะตกตั้งแต่ช่วงค่ำไปจนถึงเช้าพรุ่งนี้ มันเป็นข่าวที่ทำให้ผู้เขียนเครียดพอสมควร แม้อยู่มินนิโซต้ามานาน แต่ยังไม่เคยมีความรู้สึกคุ้นเคยกับความหนาวหรือหิมะเลยสักนิด             

        ความหนาวที่นี่ไม่ใช่”หนาวแบบเล่นๆ”หรือที่ภาษาคนรุ่นใหม่เขาบอกว่า”หนาวแบบขำๆ” เพราะพยายามจะขำยังไงมันก็ขำไม่ออก โดยเฉพาะช่วงการเดินทางบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ สองมือจับพวงมาลัยรถแน่น เขม็งมองข้างหน้า ใจลุ้นระทึกเสียงตึกตักครึกโครมยิ่งกว่าเสียงรัวของกลองเพล เวลาที่รถผ่านช่วงถนนที่ลื่นมากๆ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางทำเอาเส้นประสาททุกส่วนในร่างกายตรึงเปรี๊ยะ ยิ้มไม่ออกบอกไม่ถูกและเครียดไปทั้งวัน ไม่รู้ชาติก่อนทำบุญด้วยน้ำแข็งมากเกินไปหรือไง ผลบุญถึงส่งให้มาใช้ชีวิตอยู่กับความหนาวเย็นเช่นนี้?                      

       มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนขับรถท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย บนถนนขาวโพลนด้วยหิมะตลอดเส้นทาง จู่ๆก็บังคับรถไม่ได้ มันพาไถลลื่นและหมุนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกที รถก็พามาจอดนิ่งอยู่บนกองหิมะสูงบนเกาะกลางถนนแล้ว ละล่ำละลักปลอบใจตัวเอง   ”ขวัญเอ๋ยขวัญมา มันแค่บนยอดกองหิมะ ไม่ใช่The Top of The World ที่ไหนหรอก อย่าตกใจไปเลย”  

          ว่าพลางหันซ้ายขวา หันมองข้างหน้าข้างหลัง แล้วก็ค่อยๆกระย่องกระแย่งเปิดประตูลงมาจากรถ เพื่อหาทางพารถกลับลงมาบนพื้นถนนให้ได้ รถที่ขับผ่านไปมาก็ได้แต่ส่งสายตามามองช่วยเหลือ เพราะเขาก็ต้องระมัดระวังรถของตัวเองไม่ให้มันพาขึ้นมาจอดบนกองหิมะเช่นกัน เมื่อไม่มีใครลงมาช่วย จะมัวยืนทำสวยคู่กับรถแบบนี้นานๆคงไม่เหมาะ เพราะมันไม่ใช่ความเหมาะสมที่ลงตัว ดีที่บังเอิญติดโทรศัพท์มือถือมาด้วย ทั้งๆปกติเป็นคนที่ไม่ชอบพกพามือถือนักหรอก รีบโทรไปตามที่ร้านรับจ้างลากรถ เขาก็บอกว่าต้องรออีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ หรืออาจจะต้องรอถึงสองชั่วโมงก็ได้เพราะช่างต้องไปช่วยลากรถอีกสองคันที่เพิ่งโทรมาตาม

      ใครจะมายืนหนาวปากสั่นหน้าแหลมซีดๆ รอแบบนี้นานๆล่ะ เลยโทรไปหาตำรวจหน่วยฉุกเฉิน 911 ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีรถตำรวจทางหลวงก็มาจอดใกล้ๆ เขาก็พยายามที่จะช่วย แต่สุดความสามารถของตำรวจคนนั้นเหมือนกัน เขาเลยโทรไปตามช่างอีกร้านหนึ่งพารถลากมาช่วยจนได้ ตำรวจไม่คิดค่าบริการ แต่รถลากเขาต้องคิดค่ะ มาถึงแทนที่จะดูสภาพรถที่ติดหล่มก่อนว่าจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน เขาไม่มองซะด้วยซ้ำ รีบบอกราคาบริการมาตราฐานของร้านทันที ด้วยใบหน้าที่คล้ายปลาจวดตอนปวดฟัน ขยับริมฝีปากที่มีหนวดบางๆกระหรอมกระแหร็ม(คล้ายๆหนวดไม่ค่อยเต็มใจจะขึ้นสักเท่าไหร่) ถามเสียงห้วนๆว่า “Cash or credit card?”     (ซึ่งเขาหมายถึงว่าจะจ่ายค่าบริการเขาเป็นเงินสดหรือเครดิตการ์ด ) โถ!พ่อคุณปลาจวด พ่อมหาจำเริญ ใครเขาจะใช้บริการพ่อคุณฟรีๆเล่า ก็ให้มันเสร็จงานซะก่อนแล้วค่อยว่ากันไม่ได้เชียวหรือ ฝรั่งขี้งกแบบนี้ เดี๋ยวก็จ่ายแต่วิญญาณเงินซะเลยว่ะ หนาวจนกระดูกแทบหลุด แถมยังมาเจอแบบนี้อีกด้วย เซ็งสุดๆเลย

     ถดูหนาวทีไรคิดถึงเมืองไทยใจแทบขาด เพราะถึงยังไงความหนาวที่บ้านเรามันก็ไม่ถึงขั้นหนาวติดลบ ไม่ต้องกังวลถึงการขับรถบนนถนนที่มีหิมะ ไม่ต้องมาใส่เสื้อผ้ากันหนาวหนาๆรุงรังตัวพองๆ ดูไม่สมดุลย์กับหัวที่ดูหลิมๆ คล้ายๆจับตัวเห็บหมามาใส่แพมเพอร์ มีเพื่อนคนเอเชียหลายคนที่เขาชอบฤดูหนาวและหลงใหลภาพหิมะตกอย่างจับจิตจับใจ เวลาหิมะตกทีไรต้องแต่งตัวออกมายืนทำเก๋ๆถ่ายรูปเพื่อส่งไปให้ทางบ้านดูว่าข้ามาถึงอเมริกาแล้วนะ เห็นไหม? หิมะกำลังตกอีกด้วยนะเนี่ย เอ..ความจริงน่าจะส่งคนพวกนี้ไปอยู่กับพวกเอสกิโมให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยจะได้มีหิมะและบ้านอิคลูให้ยืนแอ๊คชั่นปากสั่นจนคางแข็งถ่ายรูปส่งไปอวดทางบ้านตลอดทั้งปี ดีไหมเนี่ย?

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | December 4, 2009

เขียนถึงเพื่อนเก่า

            อยากเขียนถึงเพื่อนเก่าๆคนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาตั้งแต่ชั้นป.๓  จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เราต่างก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แม้ว่าวันเวลาและหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆในชีวิต ทำให้ต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันไปในทางเดินของตัวเอง แต่อย่างหนึ่งที่วันเวลาแยกไปไม่ได้คือมิตรภาพที่งดงามและความทรงจำที่ดีต่อกันเสมอมาและตลอดไป…

            ภาพหลายภาพในอดีตยังเรียงรายในความทรงจำให้คิดถึงเสมอ บางภาพนึกขึ้นมาได้แล้วก็แอบขำอยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะถ้าขืนขำดังๆออกมา คนรอบข้างในปัจจุบันอาจตื่นตระหนกตกใจว่ายัยคนนี้เป็นอะไรของมันว่ะ อยู่ๆก็ขำกลิ้งในบรรยากาศที่เศรษฐกิจกำลังเครียดๆแบบนี้ หรือว่าเมาดอกเบี้ยธนาคารซะจนสติแตก?  

           “ตุ๊” คือชื่อของนางเอกในเรื่องนี้ค่ะ ปีแรกที่เรารู้จักกันนั้น เป็นมิตรภาพที่เริ่มอย่างกระท่อนกระแท่นซะมากกว่า เพราะต่างไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไหร่ ด้วยสาเหตุสำคัญที่มาจากเราสองคนต่างทำความสะอาดพื้นห้องเรียน แล้วบังเอิญกองขี้ฝุ่นปลิวกระจายใส่บริเวณใต้โต๊ะของกันและกัน เพราะเราต่างก็นั่งโต๊ะใกล้ๆกัน นั่นคือจุดวิกฤตที่เริ่มต้น ต่างคนต่างไม่ยอมกัน จึงผลัดกันกวาดขี้ฝุ่นใส่กันอย่างดุเดือด ถ้าหากคุณครูประจำชั้นไม่เข้ามาซะก่อน สงครามขี้ฝุ่นใต้โต๊ะคงต้องยืดเยื้อและยาวนาน พอๆกับสงครามที่อิรัคในขณะนี้ (ตรงนี้เขียนเกินไปหน่อย)

          “ตุ๊” อีกนั้นแหละที่ทำให้ผู้เขียนถูกคุณครูประจำชั้นสั่งให้ออกมายืนกินลูกฝรั่งอยู่หน้าชั้นเรียนอวดเพื่อนๆ ตอนแรกๆก็รู้สึกอายจนแทบจะแทรกตัวหนีไปในแผ่นกระดานดำ เหมือนขอมดำดิน แต่พอเคี้ยวๆฝรั่งไปได้ครึ่งลูก ก็นึกว่าดีเหมือนกันแฮะ เพราะในขณะที่ผู้เขียนยืนกัดลูกฝรั่งเคี้ยวกรอบๆอย่างเอร็ดอร่อยนั้น ผู้เขียนมองเห็นเพื่อนๆในชั้นหลายคนแอบกลืนน้ำลายหลายเอื๊อก เพราะแต่ละคนไม่มีโอกาสได้มายืนแบบวันแมนโชว์กินอะไรอร่อยๆหน้าชั้นเรียนแบบผู้เขียน  แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือเจ้า”ตุ๊” คนต้นเหตุไม่ได้ถูกลงโทษกับผู้เขียนด้วย ทั้งๆที่ตุ๊เป็นคนเริ่มกินฝรั่งก่อนใครในชั้นเรียนและชวนเพื่อนๆรวมทั้งผู้เขียนกินด้วยกัน

           “ตุ๊”คือเพื่อนคนเดียวสมัยป.๓ที่เขียนจดหมายติดต่อคุยกับผู้เขียนมาตลอดในช่วงเวลาที่เราต่างแยกย้ายจากกันไปหลังจากเรียนจบชั้นประถมแล้ว เริ่มเขียนมาตั้งแต่ลายมือตัวโตโย้เย้ขนาดหม้อข้าวหม้อแกง และราคาแสตมป์ตอนนั้นดวงละห้าสิบสตางค์ จนกระทั่งลายมือของเราทั้งสองคนเริ่มเข้าที่เข้าทางดูดีขึ้น ส่วนราคาแสตมป์ก็เริ่มขยับขึ้นทีละนิดตามระยะเวลาที่ผ่านไป เราเขียนคุยกันทุกเรื่องทั้งสุขและทุกข์ ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในยามที่อีกฝ่ายตกทุกข์ได้ยาก เขียนจนกระทั่งมาถึงยุคของ”อีเมล์”โดยไม่ต้องใช้แสตมป์อีกต่อไป

            “ตุ๊”คือเพื่อนที่ทำน้ำพริกตาแดงและ น้ำพริกกุ้งแห้งใส่ขวดเป็นของฝากและมาส่งผู้เขียนในวันที่เดินทางจากเมืองไทยไปอเมริกาเป็นครั้งแรก  น้ำพริกของตุ๊ทั้งสองขวดนั้นผ่านการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมาอย่างหวุดหวิด และด้วยการภาวนาแบบใจหายใจคว่ำลุ้นระทึกของผู้เขียนด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเปิดขวดน้ำพริกสูดดมกลิ่นในขวด แล้วทำหน้าเหยเกชอบกล ( คงเป็นเพราะในชีวิตของเขาไม่เคยได้กลิ่นอะไรที่หอมชื่นใจชวนหิวแบบน้ำพริกนี้มาก่อนก็เป็นได้มั้ง?)  เขาทำท่าจะหย่อนขวดน้ำพริกใส่ถังขยะ แต่มองๆสักพักก็ถามผู้เขียนว่านี่คืออะไร? เลยได้โอกาสบรรยายว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างในน้ำพริกนั้น โชคดีที่เขาคืนขวดน้ำพริกให้ จึงได้กลายเป็นอาหารวิเศษที่สุดให้ผู้เขียนได้มีโอกาสกินข้าวสวยคลุกกับน้ำพริกเป็นครั้งแรกในต่างแดน…กินไปน้ำตาไหลพรากๆไปด้วย…ไม่ใช่เพราะรสเผ็ด แต่”คิดถึงบ้าน”ต่างหาก..

            ปล.  จดหมาย..หนังสือ..หรือของขวัญกับของที่ระลึกทุกอย่างที่”ตุ๊”เคยส่งไปให้ทุกชิ้นเรายังเก็บรักษามันไว้อย่างดี รวมทั้ง”มิตรภาพอันยาวนาน”ก็ยังเติบโตแข็งแรงอยู่ในความทรงจำของเราเสมอมา  อยากบอกว่ากาลเวลาอาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้ทั้งนั้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นเพื่อนของเราไปจากตุ๊ได้เลยนะ “เจ้าตุ๊” หรือ วัชนี (หมั่นนอก) ศรีจำปา

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | October 4, 2009

บทรำพึงของคนไกลบ้าน

เดือนตุลาคมอากาศเริ่มหนาวใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง อีกไม่นานก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลแล้วร่วงหล่นลงสู่ดิน ในที่สุดต้นไม้ทุกต้นจะโกร๋นใบ เหลือแต่กิ่งก้านระเกะระกะสีดำทะมึนกลางแสงที่สลัวลางของฤดูใบไม้ร่วง มองดูไกลๆคล้ายกับร่างของอสูรกาย ยืนตะหง่านรายรอบ ซึ่งในแต่ละวันแสงแดดไม่ค่อยออกมาให้เห็นมากนัก บางวันมีแต่หมอกหนาในตอนเช้า ส่วนกลางวันสลัวอึมครึมทั้งวัน บรรยากาศแบบนี้ทำให้รู้สึกวังเวงวิเวกหวิวๆอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกของคนไกลบ้านในห้วงเวลาแบบนี้ บอกตรงๆว่าเหงาและคิดถึงบ้านอย่างจับจิตจับใจ ความจริงมันก็เหงาและคิดถึงบ้านตลอดเวลานั่นแหละ เพียงแต่สภาพในฤดูใบไม้ร่วงมันเสริมสร้างความเหงาให้ทรมานความรู้สึกได้มากกว่ากัน ยิ่งช่วงฤดูหนาวยิ่งทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์ เพราะไหนจะความหนาว ไหนจะหิมะที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางออกนอกบ้านอีกล่ะ

บางคนอาจจะถามว่า แล้วมาอยู่ทำไมในบ้านเมืองที่ไม่ใช่ของเรา? ทำไมไม่กลับบ้านเราล่ะ? โธ่!ทำไมจะไม่อยากกลับล่ะคุณๆขา? ในเมื่อจากบ้านเกิดเมืองนอนมานานหลายปีแล้ว เป็นใครก็อยากกลับบ้านกันทั้งนั้นแหละ แต่ชีวิตคนเราบางครั้งจำเป็นต้องเดินตามเส้นทางที่พระเจ้าท่านลิขิตให้ ผู้เขียนเองไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าในชีวิตนี้จะต้องได้พลัดพรากจากบ้านเกิดของตัวเอง ดุจดังนกขมิ้นเหลืองอ่อนตัวน้อยๆที่ร่อนเร่ไปในอีกฟากฟ้าหนึ่งซึ่งไกลแสนไกลเช่นนี้ ถ้าหากชีวิตอยู่ได้แบบไม่ต้องกินไม่ต้องใช้เงินทอง ถึงเวลาก็ไปเก็บผักป่า หาปลาตามห้วยตามหนองตามท้องนามากินกันตายในแต่ละมื้อ มีกระท่อมเล็กๆอาศัยอยู่พอซุกหัวนอน ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติที่สงบเงียบเรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนขนขวายแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่งเพื่อความอยู่รอดล่ะก็ ป่านนี้ผู้เขียนก็คงกลับไปบ้านเรานานแล้วแหละค่ะ จะกลับไปตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอเมริกาด้วยซ้ำ

แต่ชีวิตจริงกับความนึกคิดมันต่างกันไกลสุดกู่ราวสีขาวกับดำ ราวกับกลางคืนกลางวัน เพราะความเป็นอยู่ของคนเราทุกวันนี้มันต้องดิ้นรนแข่งขันกันแทบทุกลมหายใจ( อีกไม่นานแม้แต่อากาศ ก็คงต้องแย่งกันมาเพื่อสูดเข้าปอดหายใจ) ทุกคนต่างหน้าดำคร่ำเครียดปากกัดตีนถีบกันทั้งนั้น เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ลุล่วงไปวันๆในสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนยอบแยบย่ำแย่กันทั่วหน้า จะไปหวังพึ่งพาอาศัยใครได้ล่ะ? นอกจากพึ่งตัวเองเท่านั้นดีที่สุด จะกลับไปทำงานรับราชการอย่างเก่าน่ะหรือ? เวลามันก็ล่วงเลยจากสายจนบ่ายแก่ไม่ทันการณ์แล้ว เอ!หรือจะกลับไปทำมาหากินอาชีพอิสระ อาทิเช่นแคะขนมครกขายดูสักพักเป็นไง? เฮ้อ!คงจะรวยหรอกมั้ง กว่าจะหัดแคะขนมครกได้จนคล่องชำนาญ คงต้องกินแกลบกินกรวดต้มใส่เกลือซดไปพลางๆ ระหว่างรอการฝึกฝนฝีมือนั่นแหละ ขนาดแม่ค้าขนมครกมืออาชีพเขายังต้องต่อสู้ฝ่าด่านอรหันต์กันมาแทบเลือดตากระเด็นถึงจะได้ยืนหยัดบริการลูกค้าอย่างเต็มภาคภูมิ

สรุปแล้วทนคิดถึงบ้านไปก่อนแล้วกัน ทนทำงานเก็บเงินสำหรับเป็นทุนเลี้ยงตัวเองในยามแก่นั่นแหละดีที่สุด เพราะถ้าหากกลับไปตอนนี้แบบมือเปล่าๆ แถมหางานใหม่ก็ไม่ได้ จะเอาอะไรกิน? แม้แต่แกลบและกรวดที่จะเอามาต้มกินก็คงไม่ได้มาฟรีๆ มันต้องมีเงินไปซื้อ จะหันหน้าหวังพึ่งญาติพี่น้องเพื่อนฝูงน่ะหรือ? ใครเขาจะมาคอยแบกภาระชีวิตเราอยู่ล่ะ? แค่วันสองวันคงพอได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเรามีเงินแต่ยังรองาน พวกเขาก็อาจจะยังพอหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ได้บ้าง (แถมบางครั้งอาจจะช่วยหยิบเงินของเราที่มีอยู่ไปช่วยใช้ด้วย) แต่ถ้าเราไม่มีทั้งงานทั้งเงินล่ะก็ ทีนี้แหละจะยิ่งช้ำระกำใจกว่าการทนคิดถึงบ้าน ทนความหนาวและหิมะในต่างแดนซะอีก ในเมื่อทุกคนก็มีภาระแบกกันจนบ่าสองข้างแทบจะหลุดอยู่แล้ว ก็จงอย่าหวังพึ่งใครในโลกเลย นอกจากตัวเราเองเท่านั้น ซึ่งทั้งสองแขนสองแขนของเรายังมีแรงอยู่ก็จงต่อสู้เพื่อความอยู่รอดต่อไปเถิด ดังคำที่พระท่านว่า”ตนนั่นแหละคือที่พึ่งแห่งตน”

south side4

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | September 18, 2009

หัวเราะไม่ออก

                     บางครั้งการทำความดีอะไรสักอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่พูดอย่างนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงว่าถ้าทำความดีแล้วต้องได้อะไรมาตอบแทนหรอกนะคะ เพราะถ้าต้องการทำความดีด้วยจุดประสงค์แค่ชื่อเสียง, เงินทอง, หรือสิ่งของตอบแทนล่ะก็ อย่าไปเสียเวลาทำมันเลยค่ะความดงความดีอะไรนั่น แค่ไปบริจาคขอออกหน้าออกตาซะหน่อยทางทีวีหรือหนังสือพิมพ์ก็ได้แล้ว จงบอกจุดประสงค์ไปเลยว่าที่อุส่าห์กัดฟันและฝืนใจดึงเงินออกมาบริจาคครั้งนี้น่ะ ก็เพื่อกระผมหรือเดี๊ยนขอมีโอกาสโชว์หน้าให้คนทั้งโลกเขาได้เห็นสักหน่อยเถอะครับ(ค่ะ) เพราะอยากออกทีวีหรืออยากเป็นข่าวให้คนอ่านมานานแล้ว (หรือพูดง่ายๆว่าอยากดังจนตัวสั่นนั่นแหละ)

                    ในเมื่อความดีนั้นเป็นสิ่งที่มีความบริสุทธิ์อยุ่ในตัวเองอยู่แล้ว ทำเมื่อไหร่จิตใจของผู้ทำก็ย่อมได้รับความสุขความอิ่มเอิบใจทันทีอยู่แล้ว จะต้องไปหวังผลอะไรมากมายกว่านั้นเล่า?   แต่บางครั้งการทำความดีกับคนบางคนมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แถมไปๆมาๆหาว่าอยากมีส่วนได้ในพินัยกรรมของคนในตระกูลเขาหรือไงถึงได้มาทำเป็นดีแบบนี้? หรือบางทีก็ต้องทนรอและอ้อนวอนขอให้เขารับสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้นี้ด้วยเถิด เพราะเราตั้งใจจะทำให้จริงๆไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไรทั้งนั้น เพียงเพราะอยากมีส่วนช่วยเหลือคนในกลุ่มชุมชนเดียวกันบ้างเท่านั้นเอง แต่แทนที่เขาจะบอกรับในน้ำใจของเรา เขากลับทำเมินเฉยเฉื่อยชากว่าจะพูดอะไรออกมาว่ารับในสิ่งที่เราตั้งใจทำให้นี้หรือไม่รับ ก็ไม่บอกออกมาสักทีกลัวพิกุลทองร่วงจากปากหรือไงก็ไม่ทราบได้ หรือทำเหมือนกับว่าเราไปบังคับใจเขาซะเหลือเกิน หรือว่าคงไปทำความลำบากใจอะไรให้เขานักหนายังงั้นแหละ  คนเราบางคนถึงไม่กล้าที่จะทำความดี หรือกลัวที่จะทำความดี เพราะทำไปแล้วนอกจากไม่มีใครรับในสิ่งที่เราตั้งใจทำแล้ว บางคนยังถูกแจ๊คพ็อตด้วยการถูกฟ้องร้องเป็นคดีความในฐานะที่แหลมหน้าไปช่วยเขาอีกด้วย

                   ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนเคยได้รับการติดต่อจากญาติห่างๆ (สมมุติว่าชื่อ”นายทารกแก่”ก็แล้วกัน) บอกให้ช่วยหางานทำที่อเมริกาให้ด้วย เพราะเขากำลังตกงานและมีหนี้สินล้นพ้นตัว ลูกเมียก็กระจัดกระจายไปคนละทาง นอกจากนี้เขายังอ้างถึงสุขภาพของน้าสาวของเขาว่าไม่ค่อยแข็งแรงแถมยังต้องมาติดหนี้ติดสินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเขาด้วยสรุปง่ายๆก็คือผู้เขียนช่วยติดต่อทั้งเรื่องวีซ่าทั้งเรื่องงานให้เขา ด้วยความสงสารและเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกัน โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าใช้จ่ายอะไรสำหรับตัวเองทั้งนั้น เพราะคิดว่าเมื่อจะช่วยก็ต้องช่วยกันอย่างสุดความสามารถ ได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แล้วก็ไม่ใช่ว่าตัวผู้เขียนเองมีเงินร่ำรวยร้อยล้านหรอกนะคะ ก็บอกแล้วไงว่าช่วยได้เป็นช่วย และช่วยอย่างเต็มที่ด้วย ใช้เวลาในการเดินเรื่องทั้งหมดสี่ปี กว่าที่นายทารกแก่จะได้วีซ่าไปทำงานที่อเมริกา

                     กว่าพระเดชพระคุณนายทารกแก่จะเดินทางไปรายงานตัวกับนายจ้างก็ยังมีข้อต่อรองอีกต่างหาก ทำยังกับว่ามีใครเขามากราบอ้อนวอนเสนองานให้ยังงั้นแหละ เพราะนายทารกแก่ขอให้นายจ้างจัดการเรื่องค่าที่พักค่าเดินทางให้ด้วย  เรื่องที่พักนั้นไม่มีปัญหานายจ้างใจดีเต็มใจให้เช่าห้องพักในบริเวณใกล้ที่ทำงานโดยเก็บค่าเช่าและค่าไฟฟ้าในราคาต่ำกว่าการไปหาเช่าเอง แถมไม่มีเงินค่าวางมัดจำเพื่อประกันของเสียหายอีกด้วย ที่อยู่ก็สะอาดสุขสบายมีห้องนอน,ห้องครัว,ห้องน้ำส่วนตัวไม่ต้องปะปนกับใครทั้งนั้น ค่าแรงก็จ่ายมากกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำคือปกติรัฐมินนิโซต้าเขาจ่ายขั้นต่ำชั่วโมงล่ะ$7.00-$8.00 แต่สำหรับนายทารกแก่นั้น นายจ้างเต็มใจจ่ายชั่วโมงล่ะ$11.25 แถมงานฟลูไทม์อีกด้วยคือสี่สิบชั่วโมงต่ออาทิตย์ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่ ก็ลองเอาเลขสี่มาคูณกับจำนวนเงินที่ได้แต่ละอาทิตย์ดูนะคะ ส่วนค่าเช่าที่พักกับค่าไฟฟ้านายจ้างเขาคิดแค่สองร้อยห้าสิบเหรียญเท่านั้น (ทั้งๆในราคาเช่าทั่วไปจะเริ่มจากเดือนล่ะสี่ร้อยกว่าเหรียญขึ้นไปทั้งนั้น )

                      ทีนี้กลับมาเล่าถึงข้อต่อรองถัดมาที่นายทารกแก่ยื่นขอต่อนายจ้างคือต้องมีคนมารับที่เมืองไทยและต้องออกค่าเครื่องบินให้ด้วย เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนนายทารกแก่ยังไม่เคยเดินทางออกนอกเขตประเทศไทยเลย (แต่ผู้เขียนมาทราบทีหลังว่านายทารกแก่เคยออกไปนอกประเทศเหมือนกัน โดยเอาเงินไปสนับสนุนธุรกิจคาสิโนที่ปอยเปตประเทศเขมร เพื่อให้ชาวเขมรร่ำรวยขึ้น ในขณะที่นายทารกแก่ขอเสียสละทำบุญจนกลายเป็นคนหมดเนื้อหมดตัวแทน โอ้!นี่แหละกุศลผลบุญที่ได้จากคาสิโน)

                       ข้อต่อรองเรื่องการไปรับตัวนายทารกแก่ที่เมืองไทยกับเรื่องจ่ายค่าตั๋วเดินทางนี้ นายจ้างบอกกับผู้เขียนว่าไม่สามารถรับพิจารณาได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นฝ่ายขอร้องอ้อนวอนให้นายทารกแก่มาทำงานกับเขา แต่ที่เขาเต็มใจช่วยเพราะเห็นแก่ผู้เขียนที่ไปขอร้องเขาให้รับนายทารกแก่มาทำงานกับเขาต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้านายทารกแก่ไม่กล้าเดินทางออกนอกประเทศคนเดียวเพราะกลัวว่าหลงทางไปประเทศอื่นหรือกลัวว่าจะหลงออกไปนอกโลกก็ตามที ทางที่ดีนายทารกแก่ควรนั่งภาวนาอ้อนวอนเทวดาให้เนรมิตรงานใหม่ให้ที่เมืองไทยต่อไปนั่นแหละดีแล้ว อย่าได้ฝืนความวิตกกังวลขึ้นเครื่องบินมาเลย  

                         เอาล่ะค่ะวันนี้เขียนแค่นี้ก่อนแล้วคราวหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องนายทารกแก่ต่อค่ะ

                                              

                                                         Artifact fix

 

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | September 1, 2009

ปล่อยมันไปผุดไปเกิดเถอะ

เมื่อวานขับรถไปในเมือง…ขับตามกำหนดความเร็วที่เขาติดป้ายไว้ในแต่ละช่วง…ถึงแม้กระนั้นก็ยังมีพวกคนที่ใส่ตีนผีขับรถและพยายามบีบแตรไล่หลังมาติดๆ…เสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ซึ่งนอกจากจะเป็นที่น่ารำคาญและรบกวนโสตประสาทผู้คนแถวนั้นแล้ว…ฉันเองมีความรู้สึกว่าจะจอดรถมันกลางถนนเลย แล้วถอดล้อหลังของรถเอาไปขว้างใส่หน้าไอ้พวกคนขับรถแบบขับจานบินเหล่านี้ดีไหม(วะ)? เอ…หรือว่าพวกมันกำลังฝึกหัดเพื่อไปสมัครงานขับจรวดที่องค์การนาซ่า?  แหม…เอะอะก็บีบแตรไล่รถคันโน้นคันนี้ เพื่อที่จะบึ่งแซงทะลุทะลวงไปให้ได้ แม้ทางข้างหน้ามีเครื่องกีดขวางไว้เป็นระยะๆ เพื่อให้รถทุกคันขับแค่เลนเดียวก็ตาม…ใครอยากแซงก็แซงไปเถอะ…อีกหน่อยก็คงไม่ได้เห็นหน้าพวกมนุษย์ตีนผีเหล่านี้หรอก เพราะเดี๋ยวผีก็คงมาทวงคืนทั้งตีนทั้งตัวแล้วพาไปอยู่ที่เมืองผีด้วยกันนั่นแหละ

บางคนคงเกิดมาคงมีความพิการทางอารมณ์มาตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้ถึงมีการแสดงอารมณ์แปลกๆ ขับรถไปตะโกนด่าคันข้างหน้าไปพลางๆ ใครแซงนิดแซงหน่อยเป็นไม่ได้ ต้องรีบปราดถลันทะลวงไปแซงคืนมาให้ได้ แม้ต้องเสี่ยงกับการได้รับใบสั่งปรับจากตำรวจทางหลวงที่คอยซุ่มดูอยู่ตามข้างทางก็ตาม อยากถามจังว่ามันได้อะไรขึ้นมาบ้างนอกจากการได้โอกาสไปหายมบาลเร็วขึ้นกว่าคนอื่นๆ

เออ..ทำใจเถอะนะเรา..ปล่อยมันไป..ปล่อยให้มันรีบไปผุดไปเกิดเร็วๆเถอะนะ…ได้บุญดี.. เดี๋ยวอีกไม่นานนัก บนถนนก็คงว่างเพราะคนพวกนี้มันรีบไปเกิดใหม่หมดแล้วนั่นแหละ…

mad driver

Posted by: รุ่งอรุณ ผลินธร | September 1, 2009

อาหารในวันที่เดียวดาย

Homeless Dinner

เธอเป็นใคร? มาจากไหนกันหนอ?  คงหิว คงเหนื่อย คงเมื่อยล้ากับการเดินทางอันยาวไกลที่ไร้จุดหมาย อยู่กับคืนและวันที่เคว้งคว้าง…ไร้ญาติขาดมิตรที่เคยมี…เดินทางทุกวัน…วันแล้ววันเล่า ไม่มีอาหารมื้อเช้า ไม่มีมื้อเที่ยง มีเพียงอาหารที่เก็บได้จากถังขยะมาประทังชีพไปวันๆ เจอะเจออาหารเวลาไหน นั่นแหละคือเวลาอาหารในมื้อนั้น เช้าสายบ่ายเที่ยงก็ช่างมัน…ขอเพียงแค่ได้กินเพื่อผ่านหนึ่งคืนหนึ่งวันก็พอแล้ว  เพียงเพื่อต่อลมหายใจให้ยาวนานออกไปสักนิด…แม้ชีวิตจะอยู่อย่างเคว้งคว้าง..แต่ก็ยังมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้ได้ภาคภูมิใจ…เพราะอย่างน้อยชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ อาจจะพอมีความหวังอะไรสักอย่างให้ได้ไขว่คว้ามาเป็นรางวัลแห่งความโดดเดี่ยวเดียวดายกับเขาบ้างหรอกน่า…

สมบัติที่เคยมี..เคยครอบครอง…เมื่อถึงเวลามันก็ไม่ใช่ของของเราอีกต่อไป…ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนความเป็นเจ้าของไปเรื่อย…ต่างขับเคี่ยวแย่งชิงกัน…ใครชนะก็เอาไป…ใครแพ้ก็หมดไป…หมดสิ้นไร้แม้ที่ทางจะซุกหัวนอน…ชีวิตเอ๋ย…เจ้าไม่เคยมีอะไรที่แน่นอนคงทนสักอย่างเดียว….

Older Posts »

Categories