ประเด็นร้อน

ระยะสองสามวันมานี้ มีเหตุการณ์ในบ้านให้เกิดการถกเถียงกันด้วยประเด็นร้อนฉ่าๆยิ่งกว่าผัดผักบุ้งไฟแดง นั่นคือ…

“เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลบุกเข้ายึดพื้นที่ของส้มตำ  ควรตัดสินกรณีพิพาทนี้อย่างไร?” คู่กรณีแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายชายในบ้านทั้งสองคนผนึกกำลังเข้าข้างหนูส้มตำและฝ่ายเจ้าหญิงหรือ”ยัยหญิง”กับผู้เขียน ส่วนน้องแมวสองตัวไม่สนับสนุนฝ่ายไหนขออยู่แบบเป็นกลางเหมือนประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จ้องอยู่อย่างเดียวว่าฝ่ายไหนเสริฟอาหารมา ก็จะรับหมดไม่เกี่ยงทั้งนั้น เหมือนธนาคารที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์พร้อมรับเงินฝากทุกสกุลทั้งฝ่ายประเทศเสรีทุนนิยมและฝ่ายสังคมนิยมคอมมูนิสต์ 

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าหลังจากที่ผู้เขียนพยายามใส่เสื้อกันหนาวให้ยัยหญิงเป็นครั้งที่แปดร้อยห้าสิบกว่าๆ ก็ต้องยกเลิกความพยายามชั่วคราว เพราะไม่ว่าจะทำยังไงยัยหญิงจะต้องหาวิธีให้เสื้อหลุดออกไปจากตัวให้ได้ หมาอะไร(วะ)ชอบนุ่งลมห่มฟ้าเป็นอาจิณ หนาวแสนหนาวยังไง ยัยหญิงต้องสลัดเสื้อผ้าที่ใส่ให้อย่างไม่แยแส  เอาล่ะเหนื่อยจนซี่โครงบานกับเจ้าบีเกิ้ลจอมดื้อตัวนี้แล้ว ต้องพักสักหน่อย กะว่าจะหาวิธีอื่นมาลองใหม่ คืนนั้นหนาวมาก ยัยหญิงกับส้มตำมีกรงนอนคนละกรง ถึงแม้เป็นกรงแต่ก็สามารถเปิดประตูไปมาหากันได้ตลอด ทั้งสองมีที่รองนอนอย่างครบถ้วนกันความหนาว แต่พอเช้าขึ้นเหตุการณ์ปะทุขึ้นทันทีเมื่อหนุ่มฝรั่งในบ้านเห็นเจ้าหญิงเข้าไปยึดด้านในสุดของกรงของส้มตำ โดยยัยหญิงปล่อยกรงตัวเองทิ้งไว้ชั่วคราวหรือทิ้งแบบถาวรก็ไม่ได้ระบุเจตนารมณ์  ส่วนส้มตำก็ทำหน้าที่ต้อนรับโดยไม่ขับไล่เจ้าหญิงแต่ประการใด แถมตัวเจ้าส้มตำนอนกั้นข้างหน้ากรงเพิ่มความอุ่นให้ยัยหญิงนอนหลับอย่างอบอุ่นในคืนที่หนาวเย็นยะเยือก ทุกอย่างไม่น่าเป็นปัญหา แต่ทว่าทั้งสองชายไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าหญิงเข้าไปยึดพื้นที่ของส้มตำอย่างเงียบเชียบ การเจรจาในบ้านจึงเริ่มตรึงเครียด…และเครียดมากขึ้นเมื่อหนุ่มฝรั่งยื่นขอเสนอแกมบังคับ

“เธอต้องไปจัดการให้เจ้าหญิงกลับมานอนที่กรงเดิมให้ได้ เพราะไม่งั้นส้มตำจะไม่มีที่นอนเป็นของตัวเอง” เสียงชายใหญ่ในบ้านโหวกเหวกในตอนเช้ามืดที่เหน็บหนาว ปลุกทุกคนใบบ้านตื่นมาเครียดกับเหตุการณ์ แถมคนข้างบ้านก็ต้องตื่นด้วย โชคดีที่ไม่มีก้อนหินบินมาลงหลังคาบ้าน เพื่อต้อนรับอรุณรุ่ง

“หยกก็เห็นด้วยนะ เจ้าหญิงชอบเอาเปรียบส้มตำประจำเลย” ชายน้อยในบ้านเสริมขึ้น ทั้งๆยังง่วงงัวเงีย ขี้ตายังติดกรังอยู่เลย

“ในเมื่อส้มตำยินยอมให้ยัยหญิงเข้าไปพักเอง จะให้ฉันทำไงล่ะ? แล้วก็ไม่แปลกอะไรตรงไหนนี่ ใครจะนอนกรงไหนก็ตามสะดวกสิ เธอสองคนจะมาเดือดร้อนอะไรกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ”

“ไม่ได้นะ เธอน่ะตามใจเจ้าบีเกิ้ลซะเคยตัว ดูสิเดี๋ยวนี้เจ้าหมาตัวนี้ไม่ฟังใครเลยนอกจากเธอคนเดียว บางทีฉันเรียกไม่รู้กี่สิบครั้ง ยังทำเป็นยืนเฉยไม่รู้ไม่ชี้และไม่มาตามที่ฉันสั่ง” ชายใหญ่ยังไม่มีทีท่ายุติข้อขัดแย้ง

“ฉันไม่ได้ตามใจใครมากกว่าใคร ฉันก็รักหมาแมวทุกตัวเท่าๆกันนั่นแหละ เธอก็รู้อยู่แก่ใจ ทำไมจะต้องมากล่าวหากันด้วย? อย่าลืมสิเจ้าหญิงอายุยังน้อยกว่าใคร แถมขนก็สั้นกว่าส้มตำ เวลาหนาวก็ต้องรู้สึกหนาวกว่า แค่หมาเปลี่ยนกรงนอนแค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่”

“แต่เจ้าหญิงของเธออ้วนกลมจนจะเป็นหมูน้อยอยู่แล้ว หนาวแค่นี้ทำไมจะทนไม่ได้?” ชายใหญ่ตั้งปุจฉาที่น่ากวนประสาท โดยเฉพาะคำว่า”หมูน้อย”ที่เขาใช้เรียกแทนตัวยัยหญิง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าระดับอุณหภูมิของอารมณ์ร้อนฉ่าทันที

 “จริงด้วย เจ้าหญิงอ้วนจนจะวิ่งไม่ไหวอยู่แล้ว” ชายเล็กแหลมเข้ามาสนับสนุนชายใหญ่   โห…ดูสิทั้งสองชายเล่นช่วยกันรุมเลยนี่หว่า

“เรากำลังพูดถึงเรื่องหมา ห้ามเอาเรื่องหมู หรือคำว่าหมูเข้ามายุ่งได้ไหม? แล้วก็พูดทีละคน ไม่ต้องมาตั้งวงคอรัสประสานเสียง ฉันฟังได้ทีละคน ถ้าพูดปนกัน ฉันจะฟังแบบผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาและไม่ได้ยิน” ผู้เขียนเริ่มเดือดจัด

“เธอต้องยอมรับความจริงสิว่าเจ้าหมูบีเกิ้ล โอ้..ขอโทษ!เจ้าหมาบีเกิ้ลตัวนี้ชอบทำอะไรตามใจตัวเองตลอด บางทีก็แย่งอาหารของส้มตำ บางทีก็ขู่แมวทั้งสองตัว เวลาให้อะไรก็รีบเอาของตัวเองไปซ่อนก่อน แล้วมาแย่งของส้มตำกินจนหมด ถึงค่อยไปคาบเอาของตัวเองออกจากที่ซ่อนนอนกิน อย่างสบายอารมณ์ ฉันเห็นมากับตาหลายหน ไงๆเธอก็ต้องจัดการฝึกอบรมเจ้าบีเกิ้ลตัวนี้ให้ได้ นิสัยเกเร ฉลาดแกมโกงแบบนี้ฉันไม่ชอบ” ชายใหญ่ร่ายยาว

“แล้วเธอจะให้เจ้าหญิงฉลาดแกมโง่หรือไง เธอถึงจะชอบ?”  

 

เมื่อต่างฝ่ายต่างหาข้อยุติไม่ได้ จึงต้องแบ่งฝ่ายอย่างที่เกริ่นมาข้างต้นนั่นแหละค่ะ

 ฝ่ายเจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลแม้มีกำลังน้อยกว่า แต่เข้ายึดฐานเสบียงอาหารไว้ได้ก่อน จึงได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม  เราทั้งสองกินอาหารกันเต็มอิ่มตลอดวัน เพราะถือคติในการทำศึกว่า”กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ฉะนั้นการเจรจาสงบศึกจึงมีขึ้นในช่วงอาหารมื้อค่ำ เพราะฝ่ายสนับสนุนเจ้าส้มตำทนนั่งกลืนน้ำเปล่าแกล้มกับอากาศมาตลอดวันแล้ว และไม่สามารถทนได้อีกต่อไป สรุปก็คือเจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลมีสิทธ์อันชอบธรรมที่จะเลือกนอนกรงไหนก็ได้  แล้วแต่ความพอใจและสมัครใจ โดยที่ชายหนุ่มทั้งสองสัญญาจะไม่ปริปากบ่นพร่ำอะไรอีกเด็ดขาด…สาธุ

                                                                                                                                                                                                    

ต้อนรับปีมังกรทองคะนองน้ำ

ขอปรับเปลี่ยนฉากใหม่ในปีมังกรทองคะนองน้ำ…ปีนี้เป็นปีน้ำ ก็เลยจัดฉากเป็นแบบใต้น้ำค่ะ หวังว่าคงเป็นปีน้ำที่ชุ่มฉ่ำด้วยความสุขทั้งกายใจสำหรับทุกๆคนนะคะ แต่มีหลายคนบ่นมาข้ามทวีปมาถึงผู้เขียนว่า”ขนาดปีที่ผ่านมาไม่ใช่ปีน้ำ ก็เกือบทำให้เป็นโรคกลัวน้ำอยู่แล้วนะ(โว้ย) คิดดูสิต้องตะเกียกตะกายหนีน้ำท่วมกันโกลาหลแค่ไหน? ยิ่งปีนี้เป็นปีน้ำ คราวนี้คงต้องแอบเกาะใต้ท้องยานอวกาศของนาซ่า ไปอาศัยอยู่ที่ดาวอังคารซะแล้วมั้ง?” เอาน่า…ทำใจดีๆมองอะไรให้เป็นบวกไว้ก่อนดีกว่า เพราะความคิดติดลบมันจะทำให้กำลังใจถดถอยไปซะก่อนที่จะสู้ ต้องสู้สิจ๊ะ…แพ้หรือชนะค่อยว่ากันอีกที…..ดีกว่าไม่ทันสู้เลยยอมยกธงขาวซะแล้ว

อ่านคำทำนายของโหรดังๆทั้งหลายที่วิเคราะห์วิจารณ์อะไรต่ออะไรมากมายที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ บางโหรทำนายตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีไม่มีดีสักวัน อะไรมันจะเลวร้ายขนาดนั้นเลยหรือคะคุณพี่โหร?  เส้นกราฟยังมีขึ้นมีลง หุ้น สต๊อคก็ยังมีตกมีขึ้น มีฝนตกยังมีแดดออก แล้วไฉนเลยปีทั้งปีพี่ท่านจะหาวันดีๆไม่ได้สักวัน? หากถามว่าแล้วเชื่อไหมล่ะ? ไม่เชื่อก็อย่าหลบหลู่นะ ก็อยากตอบว่าไม่เคยคิดหลบหลู่ แต่ก็ไม่อยากรู้แต่ในเรื่องร้ายๆด้านเดียว อยากรู้ในเรื่องดีๆที่มีความหวังเป็นกำลังใจในชีวิตบ้าง จะไม่มีให้หวังบ้างเชียวหรือ?  เพราะในโลกนี้ แต่ละวันชีวิตคนเราก็วุ่นวายสับสนอลหม่านพออยู่แล้ว เครียดกันทั้งโลกเพราะพิษเศรษฐกิจ และมลพิษต่างๆในสิ่งแวดล้อมก็แทบจะซื้ออากาศมาหายใจกันอยู่แล้ว ขอรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ้างเถอะน่า….หรือว่าโลกจะเลวร้ายจนถึงขนาดว่าต้องไปซื้อรอยยิ้มมาติดหน้ากันแล้ว?

ปีนี้แม้เป็นปีน้ำ แต่ก็ขอให้ใช้น้ำกันอย่างประหยัดด้วยนะคะ เท่านั้นยังไม่พอ ต้องขอให้ช่วยกันรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดด้วยค่ะ อย่ามักง่ายทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลทั้งหลายลงน้ำ เพราะน้ำคือศูนย์รวมทุกอย่างของชีวิตทั้งหลายในโลก รวมทั้งพืชและสัตว์นานาชนิด นับตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต มีใครสักคนไหมคะที่จะบอกว่าตลอดชีวิตฉันไม่เคยใช้น้ำเลยแม้แต่หยดเดียว? เช้าตื่นขึ้นมาก็อ้าปากงับกินอากาศแทนอาหาร ตักอากาศมาอาบแทนน้ำ เป็นกิจวัตรวนเวียนมาตลอดชีวิต? 

แต่บางคนก็เกินไปอีกแหละที่ทะนุถนอมน้ำทุกหยด…ไม่กล้าใช้น้ำมาอาบชำระล้างร่างกาย เพราะกลัวเปลืองน้ำ ปรากฎว่าขี้ไคลที่ท่านสะสมไว้นั้นปั้นตัวแมวน้ำได้เป็นฝูงเลย แถมกลิ่นตัวที่ทำให้ทุกคนต้องวิ่งกระเจิงอีกต่างหาก….วันดีคืนดีถ้าท่านผู้ใดพบเห็นคนประเภทนี้ออกมาเดินเพ่นพล่านล่ะก็ กรุณาช่วยกันจับตัวโยนลงน้ำด้วยนะคะ จะได้บุญและกุศลอันยิ่งใหญ่เชียวล่ะค่ะ หนักใจอยู่อย่างเดียวว่าปลาในน้ำนั้นอาจจะขาดออกซิเจนหายใจซะก่อนนะสิคะ…

ตอนที่ผู้เขียนยังเด็ก…จำได้ว่าเกือบจะได้เดินทางไปเกิดใหม่ ก็เพราะน้ำ…เนื่องจากว่าตอนนั้นยังว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็ชอบแอบไปเล่นน้ำกับกลุ่มเพื่อนเด็กๆด้วยกันที่เขาว่ายน้ำเป็นแล้ว….ยิ่งพ่อกับแม่ห้าม…ก็ยิ่งอยากไปลอง…เลยเกือบจะจมน้ำอยู่รอมร่อ..เพราะเหยียบก้อนหินลื่นอยู่ใต้น้ำ เลยเสียหลักหน้าหงายไปข้างหลัง กำลังจะจมวูบไปใต้น้ำ…. แต่โชคดีที่เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดี รีบยื่นมือมาให้เกาะ แล้วดึงตัวผู้เขียนให้ทรงตัวได้ในนาทีที่ผู้เขียนกำลังจะจม…ชื่อของเพื่อนรุ่นน้องคนนั้นยังติดตรึงในความทรงจำไม่รู้ลืม “น้องเขียด” หรือ “น้องจินตนา เวียนไผ่” ป่านนี้อยู่ที่ไหนหนอ? หากมาอ่านเจอบล๊อคนี้ล่ะก็….ขอให้รับรู้ด้วยนะว่าพี่อ้อยไม่เคยลืมเหตุการณ์ในวันนั้นเลย…ไม่เคยลืมมือที่ช่วยชีวิตของพี่ในวันนั้น…และเป็นเหตุให้พี่ต้องหัดว่ายน้ำจนเป็นในทุกวันนี้….คิดถึงเสมอนะจ๊ะน้องเขียด…

ปีแห่งน้ำ…ก็เลยเตลิดเขียนไปเรื่อยๆตามน้ำ เพราะในชีวิตมีอะไรมากมายหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับน้ำ รวมทั้งเป็นคนที่เกิดในเดือนน้ำอีกต่างหาก…ก็เลยเป็นคนที่รักที่จะอยู่ใกล้ๆกับน้ำ….ชอบมองน้ำ…ชอบว่ายน้ำ…ชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับน้ำ….(แต่เกลียดอยู่อย่างเดียวคือน้ำ… ที่เป็นน้ำลายของพวกนักการเมือง….เพราะน้ำลายของคนเหล่านี้มีพิษในระดับสูงปรี๊ดที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแข่งขันและฉกฉวยโอกาสของผู้คนในสังคม) รู้สึกเศร้าใจทุกครั้งที่เห็นแหล่งน้ำหลายๆแห่งถูกมนุษย์ทำลายด้วยการทิ้งขยะให้น้ำเน่าเสีย….จนแทบจะหมดแหล่งน้ำที่สะอาดในโลกนี้อยู่แล้ว….

เพราะฉะนั้นปีแห่งน้ำปีนี้…ขอจงเป็นปีที่ทุกคนช่วยกันรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดด้วยนะคะ…..ไชโย..ขอต้อนรับปีน้ำ..ปีมังกรทองแห่งความสุข….

ปีใหม่ของเพื่อนผู้เดียวดาย…

นาทีแห่งการจากลาปี2554กำลังจะมาถึง…หลายๆคนเริ่มต้นการCount downกันแล้ว เพื่อลุ้นการมาถึงของปี 2555 ให้มาถึงเร็วๆ  แต่ยังมีผู้คนที่ยากไร้อีกหลายล้านคน ไม่มีกะจิตกะใจจะรับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่เค้าท์อะไรทั้งนั้นไม่ว่าดาวหรือเดือน เพราะแค่เค้าท์จำนวนตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ของปีเก่าที่กำลังจะผลิบานสลอนให้เชยชมทันทีในวันใหม่เดือนใหม่และปีใหม่ ก็พาลจะหมดแรงเค้าท์แล้ว….

 พูดถึงของขวัญปีใหม่….เศรษฐีทั้งหลายสามารถใช้เงินเนรมิตรบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายที่เขาปรารถนาให้ได้แค่ในพริบตาเดียว รถเก๋งคันใหม่เอี่ยม…คอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด…แหวนเพชรเม็ดเท่าไข่ห่าน….หรือว่าอยากได้เสื้อผ้าราคาแพงระยับด้วยฝีมือดีไซด์เน่อร์ระดับแนวหน้าสุดในวงการแฟชั่น? ที่พอใส่เข้าไปแล้วดูเหมือนเพิ่งกลับมาจากการห้ามหมากัดกันเพราะชายผ้าดูขาดรุ่งๆริ่งๆ เหมือนวิ่งหนีหมาด้วย แต่ไม่พ้นเลยโดนหมางับชายผ้าเข้าให้ จึงเป็นที่มาของตำนานการดีไซด์แฟชั่นประหลาดๆราคาแพงลิบ หรือว่าอยากๆได้อะไรล่ะว่ามาเลย…เงินฟ่อนในมือเศรษฐีพร้อมที่จะแลกมาได้ทันที….แต่บรรดาขอทานและผู้เร่ร่อนไร้บ้านทั้งหลาย ต่อให้พวกเขาพริบตาเป็นพันๆครั้งก็ยังเห็นเพียงความว่างเปล่าที่อ้างว้างอย่างจับใจ….หาแค่เศษอาหารจะกรอกเพียงครึ่งกระเพาะเพื่อประทังชีวิตอยู่ให้ผ่านพ้นไปแต่ละวันก็แทบจะเลือดตากระเด็นอยู่แล้ว…… 

ในนาทีที่เศรษฐีเปิดแชมเปญฉลองรับขวัญวันปีใหม่อยู่ในคฤหาสน์หรูๆอย่างสุขสราญใจท่ามกลางสมาชิกครอบครัวและญาติมิตรเพื่อนฝูงพร้อมหน้า….แต่ขอทานผู้ดายเดียวกำลังเดินเร่ร่อนไปตามถนนทุกตรอกและซอกซอย หาก็อกน้ำประปาข้างถนนเปิดใส่ปากเพื่อดับความกระหายหลังจากการเดินทางอันไร้จุดหมายที่แสนเหนื่อยล้ามาตลอดวัน….และพยายามใช้อุ้งมือทั้งสองกอบน้ำจากก๊อกล้างรอยคราบฝุ่นควันและเหงื่อไคลปนกันเป็นคราบดำตามเสื้อผ้าและร่างกาย..อย่างน้อยความเย็นฉ่ำของน้ำก็ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยให้สดชื่นขึ้นได้บ้าง…แม้สักนิดก็ยังดี…

ในขณะที่หลายๆคนกำลังเฮฮามองฟ้าเค้าท์ดาวน์นับนาทีไล่ปีเก่า….แต่จะมีใครสักกี่คนหนอ? ที่พร้อมจะแบ่งปันรอยยิ้ม…ความสนุกสนานเหล่านั้น…ความคิดถึงและความห่วงใยให้กับเพื่อนมนุษย์อีกหลายๆคนที่กำลังนั่งเหม่อลอยมองฟ้าอย่างไร้ความหวังข้างถนน…. ใต้สะพานลอย….หรือสถานีโดยสารขนส่งในเมืองใหญ่ๆ…พวกเขาเหล่านั้นยังมองไม่เห็นแม้แต่แสงดาวที่จะส่องสว่างนำทางให้เดินต่อไปในคืนจากลาปีเก่าเพื่อไปก้าวสู่เช้าวันปีใหม่…..

ปีเก่า หรือปีใหม่…ชีวิตเหล่านี้ก็ยังโดดเดี่ยวเดียวดายและถูกมองอย่างไร้ความหมายเหมือนเดิม….

โอ้…เจ้านกขมิ้นน้อย…เจ้าเหนื่อยอ่อนร่อนเร่..ร้างรวงรัง….อยู่กับความหวังที่เคว้งคว้างเลือนร้างไกล………ปีเก่าหรือปีใหม่ ชีวิตก็ยังยากไร้ไม่เปลี่ยนแปลง….

ไดอารี่ที่รัก

         หลังจากหมกตัวอยู่กับกองหนังสือทำรายงานอย่างชนิดที่เรียกว่าลืมเวลา ลืมทุกอย่าง และเลยเถิดจนกระทั่งลืมแม้กระทั่งชื่ออาจารย์ที่จะต้องเอารายงานไปส่งอีกด้วย (อะแอ้ม… เจ้าหน้าที่การเงินที่รัก… ตัวเลขบนเช็คที่ต้องจ่ายให้ผู้เขียนนั้น ยังไม่ลืมนะ เพราะฉะนั้นอย่าฉวยโอกาสเขียนจำนวนให้ผิดและน้อยลงเหมือนคราวก่อนล่ะ) เพิ่งได้โอกาสทำความสะอาดที่นอนให้เจ้าหมาแมวที่บ้าน …เจ้าหญิงครางหงิงๆหงังๆ เพราะถูกดึงตัวอ้วนๆกลมๆออกมาจากที่นอนอุ่นๆที่กำลังหลับสบายๆ ส่วนเจ้าส้มตำไม่พูดไม่ร้องไม่อะไรทั้งนั้น แต่นั่งฉี่ราดให้เห็นๆเลย แถมทำปากแบบยิ้มหวานๆอีกด้วย เลยได้ออกกำลังกันอุตลุต เพราะเจ้าส้มตำไม่ยอมออกจากที่นอนที่เปียกโชก…มันอะไรกันนักหนาล่ะเนี่ย?  แต่ละตัวปรับเปลี่ยนนิสัยเป็นหมาในเมืองไปหมดแล้ว โดนความหนาวนิดๆหน่อยๆก็สะดุ้ง ฮึ่ม..เดี๋ยวส่งไปโรงงานลูกชิ้นที่เวียตนามซะเลยเป็นไง? คงได้ลูกชิ้นตัวละหลายโลเชียว

         เมื่อวานมีคนที่ไม่เคยรู้จักโทรศัพท์มาสามครั้ง ครั้งแรกพอรับสาย คุณท่านก็รัวลิ้นเหมือนข้าวตอกแตก  ยังไม่ทันรู้เหนือรู้ใต้เลยว่าโทรมาทำไม? และเพื่ออะไร? จับใจความอย่างเดียวเรื่องทำประกันเกี่ยวกับรถ เอ๊ะ!รู้ได้ไง(วะ)ว่าผู้เขียนมีรถยี่ห้ออะไร? ดูเหมือนคุณเซลแมนท่านนั้นกำลัง”แตกฟอง” กับการพูดๆๆๆ ไม่เปิดโอกาสให้ถามไถ่อะไรทั้งนั้น ผู้เขียนเลยฉวยโอกาสวางโทรศัพท์ปล่อยให้แกพูดคนเดียวตามสบาย ส่วนตัวเองก็ขนผ้าลงไปใส่เครื่องซักข้างล่าง….และมัวแต่ยุ่งกับการปัดกวาดในห้องซักผ้า กว่าจะขึ้นมาข้างบน ก็ลืมไปเลยว่าวางโทรศัพท์ให้คุณเซลแมนพูดอยู่คนเดียวซะนาน ยกโทรศัพท์ฟังอีกที ท่านหายไปแล้ว..คงเมื่อยปาก หรือไม่ก็สายโทรศัพท์มอดไหม้ไปหมดแล้ว….

           รายต่อมาผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ประสงค์จะให้ผู้เขียนบริจาคเงินช่วยกิจกรรมอะไรของเขาก็ไม่ชัดเจน แต่เลขจำนวนเงินกลับบอกชัดเจนและชัดแจ๋วเชียวล่ะ….รู้แต่ว่าเงินนั้นจะเอาไปทำกิจกรรมออกฉลากการกุศล…ผู้เขียนเลยนึกสนุกขึ้นมาบ้างบอกเขาว่าตอนนี้อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อรวบรวมเงินกลับมาช่วยคนไทยที่กำลังลำบากเรื่องที่อยู่อาศัยเพราะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศ คุณพอจะช่วยเหลืออะไรได้บ้างไหมล่ะ? ปรากฎว่าวางสายเงียบไปเลย..ไชโย…

            ส่วนอีกรายโทรมาเพื่อขอให้สมัครสมาชิกรับหนังสือพิมพ์ที่ออกวางตลาดสัปดาห์ละฉบับ ตอบทันทีเลยว่าไม่ เพราะขี้เกียจอ่านแผ่นโฆษณาที่มีมากกกว่าแผ่นหนังสือพิมพ์ แถมเนื้อหาในเล่มก็มีแต่โฆษณาจนแทบจะหาที่ว่างสำหรับเนื้อหาอื่นๆไม่ได้เลย…ทำไมไม่ทำแคตตาล๊อคสินค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยนะ? เฮ้อ…มีแต่โทรมาแบบให้จ่ายเงินทั้งนั้น ทำไมไม่โทรมาเพื่อให้ไปรับเงินบ้างก็ไม่รู้สิ…รำคาญจัง..แถมโทรมาทุกวันอีกด้วย..ขยันจัง

              จบย่อๆแค่นี้ก่อนนะไดอารี่ เดี๋ยวมาเขียนต่อเพราะลืมไปว่าวันนี้ต้องเอารายงานไปให้อาจารย์ดูก่อนส่งแบบเป็นทางการจริงๆ…เกือบลืมอีกแล้วล่ะสิ…เฮ้อ..กลับมาหมกตัวกับรายงานต่ออีกแล้ว…เบื่อจัง  คราวนี้จะไม่หัวเราะเสียงอิ..อิ..อิ แต่อยากจะร้องไห้..โฮ..โฮ..โฮ…มากกว่า(ว่ะ)

“เรื่องสุนัข…สุนัข”

วันนี้ขอย้อนความหลังเล่าเรื่องก่อนที่”เจ้าหญิง เดอะบีเกิ้ล”จะมาอยู่กับพวกเรานั้น ผู้เขียนต้องใช้เวลาค้นหา”เพื่อนหมา”อยู่นานพอสมควร…เพราะตั้งแต่หมาตัวโปรด”เจ้าแบมบู”จากผู้เขียนไปแล้ว เจ้า”ส้มตำ”ตัวที่ยังเหลืออยู่ก็ดูท่าทางเหงาหงอยไปเหมือนกัน เพราะมันคงอยากมีเพื่อนหมาสำหรับปรับทุกข์รับฟังความคิดเห็นต่างๆตามประสาหมาๆของมันบ้างนอกเหนือไปจากการฟังนายหน้าแหลมบ่นให้ฟังทุกเรื่องและทุกวันจนมันรู้สึกว่าชาตินี้ไม่น่าเกิดมาเป็นหมาที่ชื่อส้มตำเลยวุ้ย  กลุ้มใจอยากจะตายวันละหลายหน แต่นายสั่งมาว่าห้ามตายอย่างเด็ดขาด!

         ผู้เขียนเริ่มค้นหาหมาพันธุ์ต่างๆที่เขาประกาศให้ฟรีทางหนังสือพิมพ์ก่อน  ซึ่งก็มีมากมายหลายแบบให้เลือกตามใจชอบ แต่ผู้เขียนก็ยังไม่รู้สึกชอบตัวไหนเป็นพิเศษ เพราะไอ้ที่ชอบก็ไม่เห็นมีใครเขาประกาศให้ฟรีเลยคือใจจริงแล้วผู้เขียนอยากได้ลูกหมาป่าพันธุ์แท้น่ะค่ะ เอาไอ้ที่ดุๆและหน้าบึ้งๆหน่อยเพราะไม่ชอบหมาประเภททำตัวเป็นประชาสัมพันธ์ยิ้มแย้มจนลิ้นห้อยรอต้อนรับทุกคนที่เข้ามาในบ้าน เพราะนอกจากมันจะไม่ค่อยอยากเห่าแล้ว ยังทำท่าจะเสริฟอาหารว่างเลี้ยงต้อนรับคนแปลกหน้าอีกด้วยค่ะ

 “เอามาทำไมวะหมาป่าน่ะ? ไม่มีใครเขาเลี้ยงกันหรอก กำลังจะเพี้ยนหรือไง?”เพื่อนคนไทยเก่าๆ(ใกล้ๆแก่)คนหนึ่งถาม

 “ไม่เพี้ยนหรอกว่ะ แต่กำลังบ้าเลยล่ะ ก็ชอบน่ะถึงอยากได้ทำไมโยมจะต้องมีคำถามให้มากปัญหาซะเรื่อย?”

 “เออ…เอาเถอะ…เอาเถอะ แล้วแต่พระเดชพระคุณก็แล้วกัน งั้นก็ไปหาจากป่ามาเลี้ยงสักสามฝูงเลยสิ”

         นอกจากหมาป่าแล้ว ที่ถูกชะตารองลงมาคือหมาไทยแท้พันธุ์หลังอานนี่แหละค่ะ แต่ราคาของมันนี่สิคนซื้ออาจจะหลังอานยิ่งกว่าหมา เพราะแพงเห็นดาวระยิบระยับเลย เมื่อไม่สามารถเป็นเจ้าของหมาป่าและหมาไทยหลังอานได้ ก็ต้องหักเหเบี่ยงเบนความสนใจไปหาหมาพันธุ์อื่นๆ เพราะไงๆมันก็มีหัวใจและวิญญาณที่เป็นหมาเหมือนกัน เหล่ไปเหล่มาก็มาลงตัวที่พันธุ์บีเกิ้ลหมานักคิดชอบอิสระเสรีและมีโลกส่วนตัวอีกต่างหากเพราะครั้งหนึ่งตอนมาอยู่อเมริกาใหม่ๆเคยเลี้ยงเจ้าหมาบีเกิ้ลเพศเมียตัวหนึ่งชื่อเจ้า”แมงมุม” 

โอ้โฮ!ท่านผู้อ่านคะ…เจ้าแมงมุมเนี่ยมันมีโลกส่วนตัวซะจนบางครั้งผู้เขียนนึกอยากจะจับมันส่งไปที่อำเภอท่าแร่ จังหวัดสกลนครให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนกัน เพราะค่อนข้างจะเป็นหมาที่ใจน้อยง่าย เอะอะอะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำท่าเหมือนน้อยใจ ไม่ยอมกินอาหารบ้างล่ะ ถ้าไม่มีผ้าห่มเก่าๆผืนโปรดวางใกล้ๆก็จะไม่ยอมนอน แถมหอนอย่างเศร้าสร้อยปิ่มปานว่าใจจะขาดรอน… พาไปนั่งรถเที่ยวก็ต้องแหลมมานั่งเบียดกันบนเบาะตัวเดียวกันอีกพยายามไล่ให้ไปนั่งเบาะหลังมันก็ไม่ยอม ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทำตาบ้องแบ๊วซื่อบื่อนั่งตื๊อไปเรื่อยๆซะงั้นแหละ ผู้เขียนก็เลยต้องขับรถไปด้วยเอาศอกกระทุ้งเจ้าแมงมุมให้ถอยออกไปด้วย กระทุ้งแรงไปนิดมันก็น้อยใจอีกแหละ เรียกว่าอารมณ์เจ้าแมงมุมเนี่ยอ่อนไหวเกินธรรมชาติของหมาไปสักหน่อยค่ะ แต่เราต่างเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานานหลายปี จนกระทั่งเจ้าบีเกิ้ลเพื่อนรักตัวนั้นตัดสินใจลาไปเกิดใหม่ทิ้งความเศร้าโศกให้ผู้เขียนพักใหญ่เชียวล่ะค่ะ เพราะไม่มีใครรู้ใจผู้เขียนเท่าเจ้าแมงมุม และไม่มีใครเข้าใจความช่างน้อยใจของเจ้าแมงมุมเท่าผู้เขียน

                  ตอนที่ยังอยู่รัฐSouth Dakotaผู้เขียนเคยไปเที่ยวฟาร์มเลี้ยงแกะของครอบครัวเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งรู้สึกทึ่งในความสามารถและความฉลาดของหมาสี่ห้าตัว(Sheep Dog)ของเขาที่มีหน้าที่คอยดูแลแกะ และคอยต้อนฝูงแกะให้เข้าแถวเรียงหนึ่งรอคิวการตัดขนแกะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถามเจ้าของเขาว่ามีวิธีการฝึกเจ้าหมาฝูงนี้อย่างไร? มันถึงฉลาดแสนรู้และแสนดีเหลือเกิน? เขาก็อ้อมๆแอ้มๆตอบแบบรวมๆไปว่าต้องใช้เวลาและความอดทนทั้งของคนและของหมา แต่ไม่ยอมบอกว่าครั้งแรกเลยเนี่ยจะต้องให้หมาทำอะไรบ้าง?มันถึงรู้ว่างานในหน้าที่ของมันคือต้องรับผิดชอบฝูงแกะให้ดีที่สุด เขาคงต้องมีวิธีของเขานั่นแหละค่ะ แต่ที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งเจ้าน้องหมาพวกนี้จะค่อนข้างเป็นหมาที่เงียบขรึม ไม่ค่อยเห่ามั่วเหมือนพันธุ์อื่นๆ จะเห่าก็เฉพาะที่จำเป็นต้องเห่า  ส่วนนอกนั้นเจ้าหมาจะใช้สายตาสื่อสารกับแกะเป็นส่วนมากค่ะ อย่างเวลาที่เจ้าของเขาสั่งให้ไปต้อนแกะเข้าแถวเรียงหนึ่งเพื่อมาตัดขน เจ้าหมาก็จะวิ่งวนไปรอบๆฝูงแกะก่อน จากนั้นจะใช้วิธีการจ้องมองแกะ แล้วก็ไม่ทราบว่าทำไมพวกแกะมันถึงเข้าใจภาษาหมานะคะ?  เพราะมันจะเดินเรียงหนึ่งทีละตัวเข้าแถวทันทียืนนิ่งๆรอจนกว่าจะถึงคิวของมัน ส่วนหมาที่ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการนั้นจะนั่งหมอบนิ่งอยู่ตรงทางเข้าเพื่อให้แน่ใจว่าแกะแต่ละตัวจะไม่แตกแถว  ถ้าหากมีแกะตัวใดที่ไม่ค่อยมีความอดทนในการรอ ทำท่าหันทางโน้นทางนี้ล่ะก็ เจ้าหมาตัวนั้นจะคำรามเบาๆในลำคอซะก่อน แล้วส่งสายตาจ้องเขม็งไปที่แกะตัวนั้นคล้ายเตือนว่า”ยืนดีๆและนิ่งๆหน่อยสิ!  ไม่งั้นเดี๋ยวถูกหมารูปหล่อๆงับนะ!”   

                     ที่น่าประทับใจก็คือตราบใดที่เจ้าของยังตัดขนแกะไม่เสร็จ เจ้าหมาก็จะทำหน้าที่คอยคุมฝูงแกะ ให้เข้าแถวรออยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเสร็จ นานเท่าไหร่มันก็อดทนรอได้ ไม่ไปไหนเลยแม้แต่จะไปถ่ายหนักเบาช่างฉลาดแสนดีอะไรเช่นนั้น เจ้าของเขาเล่าว่าหมาพวกนี้มันจะมีสัญชาตญาณในการเลี้ยงและต้อนฝูงแกะมาตั้งแต่มันเกิดเลยเชียวล่ะค่ะ มิน่าเล่าเจ้าส้มตำซึ่งเป็นหมาลูกครึ่งระหว่างตระกูลหมา Shepherd และCollies( ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้มีเผ่าพันธุ์บรรพบุรุษที่มีความสามารถในการขับต้อนฝูงแกะ) มันถึงพยายามเดินต้อนหน้าต้อนหลังให้ผู้เขียนเดินเหมือนแกะอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่ตัวมันเองก็ไม่เคยเห็นหน้าตาของแกะว่าเป็นอย่างไร? แต่ทุกครั้งที่ผู้เขียนเดินเข้าสวนผักหลังบ้าน  เจ้าส้มตำจะต้องวิ่งวกไปวนมาให้ผู้เขียนเดินตามที่มันนำทางเสมอ  ยิ่งต้อนที่เจ้าแบมบูยังมีชีวิตอยู่นั้น ทั้งผู้เขียนทั้งเจ้าแบมบูจะถูกเจ้าส้มตำไล่ต้อนให้เดินเรียงอย่างเป็นระเบียบจนบางครั้งผู้เขียนแทบคะมำหัวทิ่ม เพราะเดินไปชนตัวเจ้าส้มตำ ตอนนี้แหละค่ะที่เจ้าส้มตำต้องวิ่งฉิวไม่หันหลังมามองเลย เพราะถึงคราวที่ผู้เขียนต้องใช้ไม้ขู่เพื่อสลายม๊อบ เอ๊ย!ไล่จัดระเบียบการเดินแถวกับมันบ้างด้วยความเดือดดาล แต่ก็ไม่เคยวิ่งทันเจ้าส้มตำสักที เพราะชาติก่อนเจ้าส้มตำคงเคยเป็นนักวิ่งลมกรดมาก่อน ชาตินี้มันถึงได้วิ่งเร็วซะเหลือเกิน

                        ในช่วงที่ผู้เขียนพยายามค้นหาประกาศเกี่ยวกับแจกฟรีหมาแมวจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนั้นมีอยู่ตัวหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจมาก แต่ตัวนี้เขาประกาศขายค่ะหาได้แจกฟรีไม่  เป็นพันธุ์Tan Coonhound (ดูภาพประกอบเรื่องด้านล่างค่ะว่าหน้าตาเขาสุดหล่อสุดสวยแค่ไหน) เท่าที่ทราบน้องหมาพันธุ์นี้จะเก่งในการดมกลิ่นและล่าสัตว์ตัวเล็กๆเก่งมาก ซึ่งผู้เขียนไม่ได้ต้องการเอามาเลี้ยงเพื่อล่าสัตว์หรอกนะคะ แต่ว่าชอบตรงที่มันมีขนสั้นคล้ายๆหมาไทย หูจะตูบคล้ายๆพันธุ์Beagle แต่ความยาวของใบหูจะยาวกว่าค่ะ เจ้าของเขาเลี้ยงแบบเพาะพันธุ์ขายที่บ้านซึ่งอยู่ในฟาร์ม ผู้เขียนโทรไปถามรายละเอียดต่างๆหลังจากที่ทราบราคาแล้วว่าเขาต้องการขายตัวละ$200 เพราะเป็นพันธุ์แท้ซึ่งตั้งแต่เกิดมาผู้เขียนไม่เคยถึงขั้นต้องซื้อหมามาเลี้ยงเลยสักตัว ถ้าอยู่ที่เมืองไทยก็จะไปหาหลวงตาที่วัด ไปมองหาหมาไทยมาเลี้ยงแบบได้ฟรี แต่ก็ต้องพามาฉีดวัคซีนและนั่งหาเห็บเก็บหมัดให้มันจนสะอาดสะอ้าน หรือไม่ก็ไปขอมาจากตามหมู่บ้านที่เจ้าของเขามีหมาเลี้ยงไว้เป็นฝูงๆ แต่คราวนี้ผู้เขียนก็อยากจะทราบว่าไอ้เจ้าหมาพันธุ์แท้ที่เขาประกาศขายนั้นน่ะมันมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างไปจากหมาพันธุ์ผสมยังไง? ถึงมีการตั้งราคาขายหลายระดับ

             “มันเป็นหมาที่น่ารักและฉลาดมาก ฉันคิดว่าคุณจะต้องชอบมันแน่นอน” เสียงแหม่มฝรั่งเจ้าของหมาพูดมาตามสาย

             “ราคาที่คุณตั้งไว้นี้เป็นราคาตายตัว ไม่มีการลดเลยใช่ไหมคะ?”  ผู้เขียนถาม

             “ลดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันเป็นพันธุ์แท้  นี่ราคาของเรายังถูกกว่าที่อื่นนะ “

             “มันเกิดในฟาร์มอย่างนั้น ไม่ทราบว่ามันมีหมัดหรือเห็บบ้างไหมคะ?” ผู้เขียนสงสัย

            “เมื่อก่อนนี้ไม่หมาของเราไม่เคยมีหรอกค่ะ แต่ระยะหลังๆมานี้ไม่ทราบว่าเพราะอะไรมันเริ่มจะมีเห็บและหมัดมาเกาะบ้าง แต่ก็ไม่มากนะคะ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก เพราะที่ร้านขายยาทั่วไปเขาจะมีปลอกคอชุบน้ำยาฆ่าเห็บและหมัดสำหรับหมาค่ะ อันหนึ่งก็ราคาไม่กี่เหรียญหรอก”

            “เอ้อ!ถ้าหากฉันซื้อแต่ตัวหมาแล้วไม่เอาตัวเห็บตัวหมัดเนี่ย… คุณจะลดราคาบ้างได้ไหมคะ?” ผู้เขียนต่อรอง

          “โครม!”  เสียงโทรศัพท์กระแทกก่อนจะตัดสายขาดหายไปทันที …

       อุ๊ยต๊าย..ตาย!   .คุณผู้อ่านคะ? ผู้เขียนถามอะไรผิดหรือคะ? เจ้าของหมาเขาถึงโมโหแบบนั้นน่ะค่ะ? 

 

 

                                       ……………………………………………………………..

          

ไม้ประดับสถานที่

                                มารยาทการเชิญแขกมาในงานเลี้ยงไม่ว่าเลี้ยงอะไรก็ตาม เมื่อเชิญเขามาแล้วหน้าที่ของเจ้าภาพควรจะต้องเอาใจใส่แขกที่เราเชิญมาให้ได้รับความสุขสบายใจเท่าที่ทำได้ และควรปฏิบัติต่อแขกเท่าเทียมกันทุกคนโดยต้องไม่คำนึงถึงว่ากระเป๋าเงินแขกคนไหนมีน้ำหนักกว่ากัน  เพราะอย่าลืมว่าการที่แขกทุกคนเขาสละเวลาอันมีค่าของเขามาเพื่อเรานั้น เป็นการให้ความสำคัญและความหมายงานของเราอย่างยิ่ง การพูดคุยต้อนรับก็ควรให้กระจายทั่วถึงทุกคน ไม่ใช่สนิทกับคนไหนเป็นพิเศษ ก็พูดคุยแต่กับคนนั้นตลอดจนกระทั่งเลิกงาน ส่วนคนที่ไม่สนิทด้วยหรือแค่คุ้นเคยกันนิดหน่อย กลับปล่อยให้เขายืนตบยุง ตบแมลงวันแผละๆแก้เก้อเขินในระหว่างรอร่วมรับประทานอาหาร  หรือปล่อยให้เขายืนเกะๆกะๆเป็นกระถางธูป กระถางต้นไม้ประดับในงาน เพียงเพราะเจ้าภาพอยากอวดใครต่อใครว่างานเลี้ยงของฉันมีแขกเหรื่อมากันเยอะเชียวนะ ถ้าอยากอวดเพียงแค่นั้น ขอแนะนำว่าไปจัดงานตามร้านอาหารบุฟเฟ่ดีกว่าค่ะ เพราะมีผู้คนมาเข้าฉากเยอะดี อย่าจัดที่บ้านเลย เสียเวลาล้างถ้วยล้างชามด้วยค่ะ

                                 มีเพื่อนฝรั่งหลายคนสงสัยนักหนาว่าทำไม ผู้เขียนจึงมักพยายามหลีกเลี่ยงไม่เป็นแขกรับเชิญของใครง่ายๆ ขนาดดาราฮอลลี่วู้ดคนดังๆเขายังรับเชิญง่ายกว่านี้ จะเล่นตัวมากไปเกินหรือเปล่าเนี่ย? หรือต้องมีค่ารับเชิญด้วยถึงจะไป? โห…ดูถามเข้านั่น ช่างประชดประชันกันดีเหลือเกินแม่คุณ แม่มหาจำเริญตาสีน้ำข้าว…. เปล่านะคะเปล่าเลย…แต่จะให้พูดความจริงก็ได้นะ คือว่าผู้เขียนเข็ดเขี้ยวกับงานเลี้ยงของฝรั่งน่ะค่ะ…ประสพการณ์ที่เคยเป็นกระถางต้นไม้ประดับงานเลี้ยงในช่วงที่มาอเมริกาใหม่ๆนั้น ยังเป็นความทรงจำที่ไม่เคยลบเลือน..จำได้แม่นยำเลย…ยกตัวอย่างมีอยู่งานหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเข็ดเขี้ยวมาจนบัดนี้ ….

                               วันนั้นอุส่าห์ใช้เวลาเตรียมตัวรีดผ้าอาบน้ำสระผมอย่างสะอาดเอี่ยม ลงทุน(ค่าโลม้วนผม)ม้วนตรงผมม้าล่วงหน้าก่อนงานหนึ่งวัน ผมม้าจะได้เกาะตัวดูเข้าท่าหน่อย   ใส่แป้งซะหอมกรุ่นจนเกือบหมดกระป๋อง รองเท้าขัดมันเป็นเงาวาบๆจนมองแล้วแสบตา และกะเวลาอย่างพิถีพิถันคือไม่ไปถึงก่อนเวลาจนน่าเกลียด และไม่ไปถึงล่าช้าจนน่าหมั่นไส้ แถมแอบไปดูลาดเลาของสถานที่ก่อนด้วย เพื่อกะเวลาให้เหมาะสมที่สุด แต่พอไปถึง เจ้าภาพยืนอยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบ ใครเป็นใครเราก็ไม่รู้จัก จะถามจะทักใครก็ไม่สะดวก แถมส่งรอยยิ้มที่คิดว่าดูเก๋ที่สุดในชีวิตแล้ว เพื่อไปทำความรู้จักก่อน ผู้คนเหล่านั้นกลับส่งสายตามองตอบกลับมาราวกับเห็นตัวประหลาดที่เพิ่งลงจากจานบินนอกโลกยังงั้นแหละ  จ้องมอง… จ้องจนผู้เขียนเริ่มสงสัยตัวเองเหมือนกัน  อาทิเช่น…เอ๊ะ!ซิปกระโปรงที่เราใส่ รูดเรียบร้อยดีหรือเปล่า(วะ)?  ใจชักเริ่มพะวักพะวงล่ะสิ แต่อีกใจคิดว่า…เอ.. หรือว่าวันนี้หน้าของเราเหมือนดาราฮอลลี่วู้ดคนไหนน่ะเนี่ย? เฮ้ย..ไม่หรอกน่าอย่าเพ้อเจ้อฝันไปเลยยัยหน้าแหลม…เราเป็นตัวเราน่ะดีแล้ว ..      

                               เอาล่ะสิ…จะหันหลังกลับก็ใช่ที่  เพราะยังไม่เห็นหน้าเจ้าภาพงานเลย จะเดินไปหยิบอาหารว่างแก้เขิน ก็ไม่รู้จะเอาไปนั่งทานตรงไหน เพราะทุกโต๊ะมีคนที่เขามาด้วยกันและรู้จักกัน พากันนั่งจ้อน้ำลายกระเซ็นเต็มทุกโต๊ะ โต๊ะที่มีเก้าอี้ว่างก็มีไม่กี่ตัว  ต่างคนต่างรอเจ้าภาพปรากฎตัว  ครั้นผู้เขียนจะยื่นหน้าแหลมๆแทรกเข้าไปกลางวงที่เขากำลังเม้าท์กันมันส์ๆๆในแต่ละโต๊ะรึ? ก็กลัววงแตกกระจาย…ยิ่งมีแต่พวกฝรั่งทั้งนั้น แถมเราไม่เคยรู้จักอีกต่างหาก ประเดี๋ยวก็ยิ่งจะกลายเป็นตัวตลกประหลาดๆให้เขาพากันสมเพทซะเปล่าๆ เอาไงดีวุ้ย? โอ…นั่นไงเจ้าภาพเพิ่งได้ฤกษ์ยามอุบากองออกมาแล้ว (คงจะเป็นช่วงฤษ์ของสองศูนย์เร่งยาตรา….จะมีลาภสวัสดี)  …ผู้เขียนรู้สึกมีกำลังใจกลับมากองโตเชียวล่ะ  อ้าว…แล้วกัน..คุณเธอแค่ยิ้มปากกว้างเห็นฟันครบทุกซี่(ฟันปลอมอีกต่างหาก)  โบกมือให้สามที พร้อมส่งเสียงทักทายว่า  ”ฮัลโหล! อ้อย ฉันดีใจที่เธอมา” ว่าแล้วเธอก็หันไปคุยเฉพาะกลุ่มคนสนิทๆและคนในครอบครัวของเธอ โดยไม่ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับใครสักคนในงานและเธอก็ไม่บอกด้วยว่าให้ไปนั่งตรงไหน หรือหยิบอะไรกินได้ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะพรรณา…รู้แต่ว่าเสียเวลาอันมีค่าอย่างที่สุด…นี่ถ้าอยู่บ้านใช้เวลานั่งจับเห็บเก็บหมัดให้น้องหมาสองตัว  ยังจะสนุกและตื่นเต้นกว่านี้เป็นไหนๆ ในเมื่อเจ้าของงานไม่มีมรรยาทให้กับผู้เขียน ก็เสียใจด้วยนะที่ไม่สามารถแปลงร่างเป็นกระถางต้นไม้ประดับงานให้ได้  ผู้เขียนเริ่มหาทางหลบกลับบ้านทันทีหลังจากที่ยืนเกะๆกะๆเกือบชั่วโมงแล้ว  ไม่ร่ำไม่ลากันล่ะ ว่าดังนั้นแล้วก็แกล้งเดินไปหาห้องน้ำก่อนแล้วก็เดินเตลิดกลับมาที่รถขับกลับบ้านทันที สาธุหมดเวรหมดกรรมกันทีเจ้าภาพงานเอ๋ย….สูเจ้าอย่าหวังอีกเลยว่าชาตินี้เราจะโผล่หน้ามาในงานเลี้ยงใดใดของเจ้าอีก…ขอสวดบังสกุลอุทิศส่วนกุศลให้เลย…สาธุ….  

                           อีกครั้งหนึ่ง….เคยเข้าห้องเรียนที่อาจารย์สอนเป็นคนต่างชาติ(ที่อยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยของเรานัก ชาติไหนก็ช่างหัวมันหัวเผือกเถอะค่ะ) แกสอน…สอน…สอน…แต่ไม่เคยมองสบตาผู้เขียนเลยสักครั้ง ทั้งๆที่ผู้เขียนพยายามส่งสายตา..จ้องมองอาจารย์ตลอดทุกย่างก้าว  แถมยกมือค้างเติ่งกลางอากาศอยู่เป็นนาน เพื่อจะตอบคำถาม แกก็ไม่เคยเลือกให้ตอบสักที  เวลาสอนแกจะมองและพูดกับเฉพาะนักศึกษาฝรั่งที่แกโปรดปรานเท่านั้น ผู้เขียนสงสัยเหลือเกินว่าหรืออาจารย์มองไม่เห็นผู้เขียนกันแน่? เอ๊ะ!….เรากลายเป็นคนล่องหนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย? อยากทดลองดูด้วยการแลบลิ้นใส่อาจารย์สักครั้งว่าจะเห็นเราไหม? แต่ใจก็ยังห่วงเรื่องคะแนนเก็บอยู่ว่ามันจะคุ้มหรือเปล่า?  รู้สึกว่าชั่วโมงของอาจารย์ท่านนั้นยาวนานประมาณหนึ่งชาติกว่าๆ กว่าจะหมดชั่วโมงได้ ต้องนั่งนับเลขในใจถึงล้านกว่าๆโน่นแน่ะ ไม่ทราบเหมือนกันว่าอาจารย์ท่านนั้นผ่านวิชาจิตวิทยาการสอนมาได้ไง?

                          เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแค่เล่าสู่กันฟังในวันว่างๆว่าความรู้สึกของคนที่เคยเป็นไม้ประดับสถานที่นั้นเป็นเช่นไร? และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้เขียนไม่เคยรับคำเชิญไปงานเลี้ยงของใครง่ายๆ ต่อให้เจ้าภาพเอาช้างลากซุงมาฉุดไป ก็ไม่มีทางเด็ดขาด เข็ดแย้ว..เอ๊ย!เข็ดแล้วค่ะ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเขาแบบขาดเยื่อใยนะคะ คือถ้าหาทางหลีกเลี่ยงหรือหาข้ออ้างได้ล่ะก็ ผู้เขียนรีบทำทันที….ขออย่างเดียวในชาตินี้…อย่าต้องให้ได้ไปยืนทรมานทรกรรมประดับงานของใครอีกก็แล้วกัน…อิอิอิ..(หัวเราะเพื่อให้ดูเก๋และทันสมัยขึ้นอีกนิด….เท่านั้นเองแหละ)ค่ะ…)

                

“โรคภูมิแพ้แบบเทียมๆ ตอนที่๑”

                                                   

                               ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งขมวดคิ้วย่นอย่างนั้นสิคะ เปล่าค่ะ!เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพแต่อย่างใด เพราะโรคภูมิแพ้ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้เป็นโรคที่น่าสนใจอย่างยิ่งโรคหนึ่ง คือมีอาการประหลาดกว่าโรคภูมิแพ้ตัวจริง เป็นโรคที่วงการแพทย์ทั้งหลายยังต้องเกาศรีษะแกรกๆด้วยสองสาเหตุสำคัญคือหนึ่ง ด้วยความรำคาญขี้รังแคเพราะลืมสระผม และสอง ด้วยความงุนงงกับสาเหตุของโรคนี้ว่าทำไมอาการของโรคจึงกำเริบไม่เป็นเวลาและรักษาเท่าไรก็ไม่มีทางหายสักที? อาการที่สังเกตได้จะแตกต่างกันไปตามอุปนิสัยและบุคคลิกของแต่ละคน โดยสามารถแยกแยะออกได้ดังนี้

                                ลักษณะแรกมักจะเกิดขึ้นกับคนที่รู้มาก โดยเฉพาะรู้วิธีการหลบหลีกที่จะลงแรงของตัวเองในการทำงานเป็นหมู่คณะ เพราะเจ้าตัวมักจะเกิดอาการปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอกทันทีที่รู้ว่ามีงานประเภทออกแรง เช่นถ้าขอให้ช่วยกันจัดสถานที่เพื่อร่วมจัดงานสังสรรค์อะไรสักอย่าง คนที่เป็นโรคภูมิแพ้เทียมจะเริ่มมีอาการปวดหัวตัวร้อนจี๋ขึ้นมาทันที แถมต้องบ่นดังๆซ้ำๆซากๆให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงอาการดังกล่าวด้วย โดยไม่มีเจตนาที่จะเอาเปรียบเพื่อนๆ (เพียงแต่ตั้งใจจะหลบเลี่ยงเท่านั้น) พอมีเพื่อนคนไหนสักคนที่มีจิตใจอ่อนขี้สงสารคนบอกให้ไปนั่งพัก เท่านั้นเองอาการที่ว่าปวดโน่นปวดนี่ตามร่างกายก็เกือบจะหายเป็นปกติทันที เพราะเห็นนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือนิยายรักหวานแหววอย่างสบายอารมณ์ ถ้างานส่วนรวมยังไม่เสร็จ อาการปวดก็จะยังคงเป็นๆหายๆอยู่อย่างนั้น พองานเสร็จกะว่าไม่มีการออกแรงอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว อาการภูมิแพ้เทียมจะหายเป็นปลิดทิ้ง ลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาได้อย่างสนุกสนาน แต่พอถึงเวลางานใกล้ๆเลิกและมีการร่วมแรงช่วยเก็บข้าวของต่างๆอีกครั้ง อาการปวดเมื่อยต่างๆของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดนี้จะเริ่มสำแดงฤทธิ์อีก

                                    จึงขอแนะนำว่าโรคภูมิแพ้ชนิดนี้ควรได้รับการรักษาด้วยการไปยืมกระบองจากยามรักษาการณ์ที่ไหนสักแห่ง มาฟาดกลางหลังผู้ป่วยโรคนี้สักเปรี้ยงสองเปรี้ยง จะช่วยให้บริเวณที่ปวดหายเป็นปลิดทิ้งค่ะ

                               ลักษณะที่สองมักจะเกิดอาการปวดท้องเข้าห้องน้ำทันทีเมื่อถึงเวลาที่ตัวเองจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน แต่ตอนที่สั่งอาหารหรือตอนที่รับประทานอาหารนั้นจะรีบเขมือบ เอ๊ย!จะเจริญอาหารอย่างมาก พูดคุยหัวเราะต่อกระซิกดังกว่าใครๆในกลุ่ม แต่พอถึงเวลาเช็คบิลต้องลงเงินลงขันช่วยกันจ่ายทีไร จะมีอาการงุนงง นิ่งเงียบขรึมด้วยท่าทางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดทุกที แล้วจะรีบขอตัวไปทำธุระในห้องน้ำบ้างล่ะ หรือไม่ก็ขอออกไปโทรศัพท์ถึงที่บ้านบ้างล่ะ จะกลับมาที่โต๊ะอีกทีก็ต่อเมื่อเขาเช็คบิลเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะรีบออกตัวทันทีว่า

                           “แหม! ทำไมรีบจ่ายกันล่ะ? น่าจะรอพี่ด้วย รู้ไหม? พี่ตั้งใจจะพาทุกคนมาเลี้ยงนะเนี่ย”     

 พอดีมีใครคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นว่า  “ไม่เป็นไรค่ะพี่ขา เดี๋ยวพี่ช่วยออกค่าแท๊กซี่ก็ได้นี่คะ คงไม่เท่าไหร่หรอกนะคะ”                      

เท่านั้นเองคนที่เป็นโรคภูมิแพ้แบบเทียมๆก็รีบละล่ำละลักเสียงสั่นๆว่า…

     “อุ๊ยต๊าย! พี่ลืมแลกเงินย่อยมาซะด้วยสิ มีแต่แบงค์ห้าร้อยทั้งนั้นเลย เดี๋ยวคนขับแท๊กซี่เขาไม่มีเงินทอน เอางี้ก็แล้วกัน ใครสักคนช่วยออกไปก่อนนะ แล้วพี่จะจ่ายคืนทีหลังค่ะ” (คงเป็นชาติหน้าตอนเที่ยงคืนมั้ง!)

                      อาการแบบนี้วิธีที่น่าจะให้การรักษาได้ดีที่สุดคือเวลาจะพาออกไหน เมื่อถึงเวลาที่ต้องกิน ควรจะสั่งเพียงน้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว แล้วใส่หลอดดูดให้ครบตามจำนวนคนที่ไปด้วย อย่าเปิดโอกาสให้คนที่มีอาการภูมิแพ้เทียมนี้ได้สั่งอาหารด้วยตัวเองเด็ดขาด ไม่ควรพาออกไปไหนเกินห้ากิโลเมตร แต่ถ้าจำเป็นต้องไปไกล ควรใช้จักรยานที่มีตะแกรงท้ายสำหรับนั่งเท่านั้น เพื่อผลัดกันปั่นไปและปั่นกลับ อย่าพยายามใช้บริการแท๊กซี่เป็นอันขาด เพราะกี่เดือนกี่ปีคนประเภทนี้จะไม่เคยมีเงินแบงค์ย่อยช่วยจ่ายค่ารถเลย ต่อให้ทั้งชาตินี้อีกด้วยค่ะ

                    ลักษณะที่สามคือมักเกิดอาการแพ้กลิ่นกระเทียมหรือกลิ่นอาหารอื่นๆสารพัด จะพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าครัวปรุงอาหาร แต่แปลกเหลือเกินเมื่อเวลาอาหารเสร็จ พร้อมเสริฟแล้ว คนพวกนี้จะลืมอาการแพ้กลิ่นต่างๆไปชั่วขณะหนึ่ง จะรีบตักแต่อาหารชิ้นใหญ่ๆดีๆ เช่นถ้ามีต้มยำกุ้งก็จะรีบตักกุ้งตัวใหญ่ๆใส่จานตัวเองก่อนใครๆ ราวกับว่าถ้าช้าไปนิด กุ้งทั้งหลายอาจจะกระโดดกลับทะเลก็ได้ แต่ตอนที่ยังไม่เป็นต้มยำกุ้ง เห็นบอกว่าแพ้กลิ่นคาวทะเลจากตัวกุ้งบ้างล่ะ แพ้กลิ่นมะกรูดบ้างล่ะ กลิ่นตะไคร้ทำให้เวียนศรีษะบ้างล่ะ แต่พอเป็นต้มยำกุ้งออกมา เห็นนั่งซดโฮกๆหน้าตาเฉยเลย จากนั้นสายตาก็จะรีบกวาดอย่างว่องไวมองไปทั่วโต๊ะอาหารและเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา จะรีบตักเฉพาะอาหารดีๆที่ตัวเองชอบมาสะสมไว้ในจานด้วยความรวดเร็วและชำนาญ กระพุ้งแก้มสองข้างโป่งพองเหมือนมีลูกโป่งอยู่ในนั้น เพราะมีกุ้งสะสมไว้ไม่ต่ำกว่าห้าหรือหกตัว เหมือนแก้มกระรอกที่สะสมอาหารตามรายทางก่อนกลับถึงรัง 

                    อาการภูมิแพ้แบบนี้วิธีรักษาพยาบาลเบื้องต้นนั้นไม่ยากค่ะ ถ้ามีคนพวกนี้มารับประมานอาหารด้วย ควรจัดสำรับพิเศษอีกชุดซึ่งมีสีสรรของอาหารสะดุดตาน่ารับประทานกว่าของคนอื่นๆ (เพื่อความตายใจซะก่อน) จากนั้นผสมยาระบายหรือยาถ่ายชนิดใดก็ได้ในอาหารชุดนั้นด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสม หรือเกินความเหมาะสมก็ยิ่งดี จุดประสงค์ก็คือจะช่วยให้คนที่เป็นภูมิแพ้เทียมกินง่ายๆถ่ายคล่องๆไงคะ คือกินไป วิ่งเข้าส้วมไปด้วย ผู้ปรุงอาหารจะได้รับผลบุญอย่างมหาศาลที่ช่วยให้คนพวกนี้หายจากโรคภูมิแพ้เทียมโดยเร็ววัน

                   ทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาการของโรคภูมิแพ้เทียมแบบธรรมดาทั่วไปนะคะ ยังมีอาการอื่นๆอีกมากมายที่อยากจะนำมาวิเคราะห์และวิจัยให้ละเอียดกว่านี้ เอาไว้ฤกษ์ยามงามดีกว่านี้ จะเขียนต่อภาคสองค่ะ

 

 

 

กรอกข้อความ

         เชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่าน(หรือเกือบทุกท่าน) เคยกรอกข้อความในเอกสารต่างๆมาแล้วนะคะ  เช่นใบสมัครงาน,ใบสมัครเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาต่างๆ, ใบขอวีซ่าต่างๆให้บุคคลในครอบครัวและอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถจาระนัยกันได้หมด (ถ้าจะให้หมดก็ต้องเปลี่ยนชื่อเรื่องนี้เป็น”รายชื่อแบบฟอร์มทุกชนิด”) บางท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วมันยากอะไรตรงไหน? กะอีแค่เขียนกรอกข้อความ ที่เขาถามมาในเอกสาร ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ยากหรอกค่ะ แต่ว่าเท่าที่ผู้เขียนสังเกตมาเป็นเวลานานหลายปี ก็เห็นว่าการกรอกข้อความต่างๆในสมัยนี้นั้นจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้คำถามไปมากกว่าเดิมค่ะ 

          เพราะเดิมทีมักจะเป็นคำถามแบบพอสังเขปและเท่าที่จำเป็นเช่นวัน,เดือน,ปีเกิด รวมทั้งอายุ ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนเคยสงสัยว่าทำไมคนถามบวกลบเลขเองไม่ได้หรือ? ในเมื่อรู้ปีเกิดแล้ว หรือว่าเขาต้องการทบทวนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานสมัยประถมหนึ่งไปด้วย?เพื่อพิจารณาคะแนนพิเศษเพิ่ม นอกจากนี้ก็จะถามเกี่ยวกับที่อยู่ปัจจุบัน(ในชาตินี้เท่านั้น) และคำถามอื่นๆอีกไม่กี่หัวข้อที่เกี่ยวกับความเป็นมาของผู้สมัครหรือผู้ยื่นขอ แต่สมัยนี้ท่านผู้อ่านลองกลับไปพิจารณาดูนะคะว่าคำถามในแบบฟอร์มปัจุบันนั้นถามกันอย่างละเอียดละออถึงกึ๋นเพียงใด? บางแบบฟอร์มก็ถามกันแบบล้วงลึกสุดใต้ของใต้มหาสมุทรกันเลย จนคนถูกถามอยากถามกลับไปบ้างว่า 

    “แล้วข้อมูลนี้มันเกี่ยวอะไรกับชาติที่แล้วของคนถามหรือ? ถึงอยากรู้อยากเห็นซะจริงเชียว?”

          แหม! ถามกันอย่างกับเป็นทนายของโจทย์ที่พยายามต้อนจำเลยให้จนมุมงั้นแหละ ยกตัวอย่างง่ายๆเลย เช่น…ใบสมัครงานนี่แหละค่ะ ซึ่งนับตั้งแต่ผู้เขียนมาอยู่อเมริกาก็พอจะมีประสพการณ์การเขียนกรอกข้อความในใบสมัครงานให้ตัวเองและช่วยเขียนให้เพื่อนๆรวมทั้งคนที่รู้จักกันมานั้น ก็มากพอที่จะรวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังได้ ซึ่งตอนแรกๆผู้เขียนก็ไม่ได้สงสัยหรือข้องใจอะไรนักหนา เขาถามมาก็เขียนตอบไปตามความเป็นจริงหรือตามข้อมูลที่มีอยู่  แต่พอเขาเริ่มมีคำถามมากข้อ,จำนวนหน้ากระดาษมากแผ่น, และลักษณะคำถามซอกแซกมากขึ้น ผู้เขียนเลยเกิดความสงสัยกลับไปบ้างเหมือนกัน คือแบบเขาสงสัยเราและเราสงสัยเขาสงสัยกันไปสงสัยกันมาเลยเกิดเป็นต้นฉบับส่งมาให้อ่านนี่แหละค่ะ 

           ส่วนมากแบบฟอร์มสมัครงานทั้งหลายจะมีเนื้อที่ให้ตอบในช่องของข้อความแต่ละช่องขนาดประมาณมดยืนเข้าแถวได้ไม่เกินสามตัว ในขณะที่คำถามนั้นต้องการจะรู้ข้อมูลหรือรายละเอียดให้มากที่สุด คนไหนที่เขียนหนังสือตัวโตๆพอจะเริ่มตอบคำแรกก็หมดเนื้อที่แล้ว ครั้นจะไม่ตอบ เดี๋ยวก็จะถูกกล่าวหาว่าพยายามปิดบังข้อมูล หรือมีอะไรที่ซ่อนเร้นแอบแฝง ก็เลยจะถูกสงสัยมากขึ้นทวีคูณ ครั้นจะตอบก็ไม่มีเนื้อที่พอจะบรรจุคำตอบทั้งหมด พออ่านคำถามมากเข้าก็เกิดความงุนงงปนความหงุดหงิดในความงี่เง่าของคำถาม จนอยากจะเฉาะเจาะกระโหลกของคนต้นแบบที่ตั้งคำถามเหล่านี้จริงๆเลยค่ะช่างคิดช่างสรรหาคำถามมาถามได้อย่างซอกแซกดีจังเลยชียว

             บางคำถามยังอยากรู้อีกว่า…

          “เมื่อสิบปีที่แล้วคุณไปอยู่ที่ไหนมาบ้าง?  ให้เขียนรายชื่อและที่อยู่ทั้งหมดมาด้วย หรือถ้าเคยทำงานอะไรมาก็ต้องมีชื่อที่อยู่เบอร์โทรของนายจ้างนั้นๆ” ยังดีนะคะที่เขาไม่ได้ถามว่า 

      “ในกรณีที่นายจ้างบางคนไปเกิดใหม่แล้วให้บอกด้วยว่าจะติดต่อชาติใหม่ของนายจ้างได้ที่ไหนบ้าง? แต่บางทีไม่แน่นะคะต่อไปเขาอาจจะมีคำถามว่า”เมื่อสิบชาติที่แล้วท่านเกิดเป็นอะไรมาบ้าง? ให้อธิบายมาอย่างละเอียดรวมทั้งที่อยู่ของบุคคลที่ท่านเกิดร่วมในชาตินั้นๆด้วย”

         นอกจากนี้ยังมีบางแบบฟอร์มที่ถามเกี่ยวกับรายได้หรือเงินเดือนเดิมที่เคยได้รับด้วยว่าได้ชั่วโมงหรือเดือนละเท่าไหร่? แหม!ทำไมถึงจำเป็นต้องรู้กันขนาดนั้นนะ  ซึ่งถ้าเปลี่ยนจากคำถามนี้เป็นว่า  ท่านเคยติดหนี้ติดสินหรือค้างชำระใครที่ไหนบ้าง กรุณาตอบมาทั้งหมดอย่าปิดบัง  ทางเรายินดีจะช่วยชำระหนี้ทั้งหมดให้ท่าน” เออ!แบบนี้สิ จะเต็มใจเขียนตอบให้ละเอียดยิบเชียว แต่นี่อะไร้! ถามมาแต่ละอย่างมันช่างเร้าใจให้คนตอบอยากจะตะปบปากคนถามไว้ในอุ้งมือแมวจริงๆ ถามกันได้ถามกันดี ถ้าตอบแล้วได้เข้าทำงานหรือว่าได้ในสิ่งที่ขอก็น่ารีบตอบล่ะค่ะ แต่ถ้าตอบแล้วไม่ได้งานหรือว่าไม่ได้รับการอนุมัติล่ะ? ไอ้ข้อมูลที่บรรจงเขียนตอบแทบเป็นแทบตายนั้นก็กลายเป็นเศษกระดาษในถังขยะอย่างไร้ค่าไปเลยทันที เสียเวลาอันมีค่าอีกต่างหากด้วย

         อยากรู้จังว่าไอ้ที่เขาตั้งคำถามต่างๆมาให้กรอกคำตอบนั้น เขาจะเอาไปทำการวิจัยแพร่พันธุ์อะไรหรือคะ? หรือว่าจะเอาไปพิมพ์ชีวประวัติเพื่อให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกยุคดิจิตอล ถึงต้องถามกันอย่างมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังอย่างนั้นน่ะค่ะ?  และอยากจะขอเรียนถามกลับไปยังคนถาม บ้างว่าเคยมีประสพการณ์แบบนี้บ้างไหมคะ? คือแบบว่าเวลาที่นั่งออกแบบฟอร์มคำถามอยู่ดีๆก็วูบไปเลย แล้วค้นพบตัวเองอีกทีในชาติหน้าน่ะค่ะ? อันนี้เป็นคำถามที่รับฝากมาจากผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ประสงค์จะจองเวรจองกรรมกับคนที่ตั้งคำถามในแบบฟอร์มต่างๆค่ะ.

     

 

บ้านใกล้เรือนเคียงตอนสาม(ไฮยิน่า)

                 เมื่อวานแชทออนไลน์ทางยาฮู น้องยุรีก็ถามว่าเมื่อไหร่ผู้เขียนจะโพ้สเรื่องคุณไฮยิน่าต่อ? คือว่างี้ค่ะ อะแอ้ม! ที่ล่าช้าในเดือนนี้ก็เพราะผู้เขียนมีรายงานหลายวิชาที่ต้องเร่งเต็มสตรีมเพื่อให้เสร็จทันเวลา  เลยแอบเอาเรื่องของ”ไฮยีน่า”ไปดองแช่น้ำปลาระยะหนึ่ง กะว่าให้เค็มจนเกลือขึ้นได้ที่แล้ว ถึงจะเอามาทำปลาร้า เอ๊ย จะมาโพ้สน่ะค่ะ ไปๆมาๆก็ล่าช้าอีกจนได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนต้องขอโทษมากๆเลยค่ะ ที่ส่งการบ้านช้า อิ…อิ…อิ….(ขอใช้เสียงหัวเราะแบบสมัยใหม่กับเขามั่ง) กรุณาหักคะแนนน้อยๆ แต่ขอให้อ่านกันนานๆ เหมือนที่ท่านรัก”สายัณห์ สัญญา” น้อยๆ แต่ให้รักสายัณห์นานๆนั่นแหละค่ะ เอ๊ะ!เกี่ยวกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ

                 แต่สำหรับคุณไฮยิน่านั้น เธอได้ยินเสียงเห่าของเจ้าหญิงบ่อยๆ แต่ไม่สามารถรักเจ้าหญิง เอ๊ย!อดทนฟังได้นานๆ ตอนแรกเธอก็ยืนหน้าบึ้งถลึงตามองข้ามรั้วมาขู่เจ้าหญิงก่อน  แต่ถึงเธอพยายามจะมองจ้องให้ตาโปนถลนออกมาเป็นตากบยังไงก็ตาม เจ้าหญิงก็หารับรู้และสนใจไม่ ว่าดังนั้นแล้ว…เมื่อเห็นไฮยิน่าทีไร เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลก็จะเปลี่ยนระบบเสียงจากการเห่าแบบคลื่นเสียงธรรมดาๆ เรียบๆ เป็นแบบระบบเตือนภัยฉุกเฉิน เร่งเร้าและปลุกใจให้บรรดาน้องหมาๆในละแวกนั้นส่งเสียงตอบรับกันเป็นทอดๆ เนื่องจากเจ้าหญิงเป็นบีเกิ้ลที่ชอบออกกำลังกายในตอนเช้ามืดประมาณตีห้าทุกวัน หรืออย่างสายที่สุดก็ไม่เกินหกโมงเช้า เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าหญิงตื่น เธอจะส่งเสียงเพลงปลุกใจให้น้องหมาบ้านอื่นๆตื่นตามทันที  เพื่อส่งคลื่นเสียงไปตามสายลมอ่อนๆตอนอรุณรุ่งให้ไปกระทบกับแก้วหูของคุณไฮยิน่าทุกครั้ง และก็ได้ผล เพราะไฮยิน่ามีอาการโกรธแบบหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนหัวแทบจะหลุดจากบ่า เดินแกมวิ่งมาเคาะประตูหน้าบ้านผู้เขียนในวันหนึ่ง ซึ่งบังเอิญไม่ได้เจอกับผู้เขียนโดยตรง เพราะมัวแต่อยู่ที่ห้องใต้ดิน วุ่นวายอยู่กับกองสิ่งของที่ย้ายมาจากบ้านเก่า ดังนั้นไฮยิน่าจึงฝากข้อความผ่านคณะกรรมการผ้าป่า เอ๊ย!คนในบ้านไว้ว่า”ยู(ทุกคนในบ้านนี้)จะต้องกำจัดเสียงเตือนภัยเจ้าหญิงให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่งั้นไอจะโทรศัพท์ไปร้องเรียนที่เทศบาลให้มาจัดการ เพราะเสียงของเจ้าหญิงสร้างความรำคาญในระดับสูงให้กับระบบประสาทของไอเหลือเกิน”

               เอ๊ะ!พูดแบบนี้ได้ไง(ว่ะ)ในเมื่อเจ้าหญิงไม่ได้เห่าตัวเดียวนี่หว่า บรรดาน้องหมาของทุกบ้านก็เห่าใส่ไฮยิน่ากันทั้งนั้น  ขนาดน้องหมาสองตัวข้างบ้านเธอ ก็ยังเห่ากรรโชกโฮกฮากใส่ทันทีที่เห็นไฮยิน่ากลับถึงบ้าน ทั้งๆที่สองตัวนั้นอยู่ใกล้ชิดบ้านไฮยิน่ามากกว่าใครๆด้วย น่าจะคุ้นกลิ่นคุ้นเสียงของไฮยิน่าด้วยซ้ำไป แต่สองหมาหนุ่มกลับเห่าใส่แบบไม่ออมเสียงกันล่ะ ทำไมไฮยิน่าไม่ไปเตือนเจ้าของหมาหนุ่มทั้งสองนั้นบ้างล่ะ?   แล้วอย่างนี้จะมากล่าวหาเฉพาะเจ้าหญิงได้ไง ถึงอย่างไรผู้เขียนก็ยอมไม่ได้แน่  แถมยัยไฮยิน่ามาแสดงบทบาทวางอำนาจสั่งยังกับเป็นตุลาการซะเองด้วย ให้มันรู้ซะบ้างว่าไผ๋คือไผ๋  นี่ถ้าคุณหล่อนมาบอกหรือพูดกันดีๆในแบบเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ผู้เขียนก็จะรีบจัดการให้อยู่หรอก

               สงครามเย็นจึงเริ่มต้นตั้งแต่นาทีนั้น ทุกครั้งที่เจ้าหญิงเห่าไฮยิน่า ผู้เขียนจะใช้ภาษาอังกฤษบอกให้หยุด แต่ขณะเดียวกันจะใช้ภาษาไทยสั่งให้เจ้าหญิงเห่าต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะเมื่อยกล้ามเนื้อที่ปาก และจะใช้วิธีเฉพาะกิจนี้สำหรับไฮยิน่าเท่านั้น ยิ่งเห็นไฮยิน่ามาด้อมๆมองๆที่ข้างรั้ว ผู้เขียนก็ยิ่งสนับสนุนการเห่าของเจ้าหญิงในภาคภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

              ส่วนคุณไฮยิโน่ (นามสมมุติของสามีไฮยิน่า เพราะขี้เกียจค้นหาชื่อให้ใหม่) แกทำตัวให้คุ้นเคยกับบรรดาน้องหมาๆในละแวกนั้นได้ดีกว่าภรรยา รวมทั้งคณะของเจ้าหญิงด้วย ไฮยิโน่จึงไม่ได้รับการรุมเห่าใส่ เหมือนไฮยิน่า อันนี้ผู้เขียนไม่ได้เสี้ยมสอนบรรดาน้องหมาๆให้เป็นกบฎต่อไฮยิน่านะคะ หากแต่เป็นมติเอกฉันท์ของบรรดาหมาๆทั้งหลายเองค่ะ  

              ทุกวันนี้ไฮยิน่าก็ยังเป็นตัวประหลาดแปลกปลอมในสายตาบรรดาหมาๆละแวกนี้อยู่ ซึ่งนับวันสถาณการณ์ก็ยิ่งเข้มข้นและตึงเครียดขึ้นยิ่งกว่าเหตุการณ์ในชายแดนภาคใต้ เพียงแต่ยังไม่มีการปะทะกำลังกันระหว่างคุณไฮยิน่าและบรรดาเจ้าของน้องหมาเท่านั้นค่ะ

(ปล. แถมเพลงโปรดให้ฟังแก้กลุ้มค่ะ Daddy s Hands  หรือไม่กลุ้มก็ฟังได้ กดชื่อเพลงสองครั้งนะคะ)