ขอเปิดโต๊ะเขียนตัวใหม่ต้อนรับน้อง”สุขาวดี มาร์คริส” (Sukavadee Makris) หรือ”น้องจิมมี่”จากBirmingham, ALค่ะ ต่อจากนี้ไป น้องจิมมี่จะมาช่วยเพิ่มบรรยากาศของบล๊อคนี้ให้ครึกครื้นขึ้นด้วยข้อเขียนจากปลายปากกาที่คมเฉียบของเธอและเคยได้รับการตีพิมพ์จากนิตยสารชื่อดังของเมืองไทยมาแล้ว น้องจิมมี่มีข้อความในอีเมล์ที่ส่งมาพร้อมไฟน์งานเขียนของเธอด้วยดังนี้ค่ะ….
พี่อ้อยคะ
ส่งเรื่องเเละรูปมาให้บอ.กอ เเละเจ้าของบล็อก พิจารณาค่ะ เรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ใน ขวัญเรือน ราวๆปลายเดือนกรกฏาหรือต้นสิงหาที่ผ่านมาได้เงินค่าเรื่องเเละเอาทำบุญโครงการอาหารกลางวันกับทาง ขวัญเรือนไปเเล้ว เเต่อยากเอามาลงที่บล็อกพี่อ้อยอีกจะได้หรือเปล่าค่ะ อยากใช้ชื่ออย่างที่พี่บอ.กอ.ตั้งให้ เเต่ของเปลี่ยนนิดหน่อยค่ะเป็น “โต๊ะเขียนของน้ามี่” เพราะมีหลานๆเยอะเหมือนกัน ที่ชอบอ่านเเต่ไม่ชอบ ซื้อหนังสือเเอบมาขออ่านต้นฉบับก่อนอยู่บ่อยๆ
เอาละค่ะ บอ.กอ.เเละเจ้าของบล็อก ลองเปิดไฟล์ดูได้เลยค่ะ
ขอบคุณมากๆที่พี่อ้อยเเบ่งเนื้อที่ให้เเทรก
ด้วยรัก
จิมมี่ค่ะ….
ตอบ ตกลงจ้ะจิมมี่…..โต๊ะของจิมมี่ชื่อ “โต๊ะเขียนของน้ามี่”นับจากนาทีนี้เลย พี่จะลงมือตัดริบบิ้นล่ะนะ ว่าดังนั้นแล้วก็คว้ากรรไกรตัดฉับเลย..เชิญน้องจิมมี่เข้าไปนั่งเขียนได้เลยจ้ะ……ต่อไปนี้เชิญทุกท่านสัมผัสกับผลงานของน้องจิมมี่ได้เลยนะคะ
ใครเป็นแฟนเทนนิสมาอ่านที่นี่นะคะ น้องจิมมี่มีเรื่องราวสนุกๆมาเล่าสู่กันฟังค่ะ พร้อมมีอีเมล์มาบอกเกี่ยวกับภาพประกอบเรื่องว่า…
“พี่อ้อยคะ
ส่งเรื่องมาให้อีกค่ะ เพราะไหนๆก็เป็นเเฟนเทนนิส เเละตอนนี้การเเข่งขัน Australian Open 2012 ก็กำลังเเข่งอยู่ เลยขอเกาะกระเเส
(คำนี้มาเเรงในวงการข่าวบ้านเรา เลยขอนำมาใช่บ้าง กันตกเทรนด์ฮาไหมคะ)
เรื่องมาก่อน เดี๋ยวคริสเเก้คอมพ์ อีกเครื่องเสร็จ จะส่งภาพมาให้นะคะ เพราะภาพอยู่ในนั้นทั้งหมดค่ะ
ตอบ โอ้โห..จิมมี่ เก็บรายละเอียดจนพี่มองเห็นภาพเลยสนามเทนนิสเลย คิดถึงน้อยลงไม่เป็นไร เขียนมาคุยมากขึ้นก็แล้วกันจ้ะ
เที่ยว นิว ยอร์ค ดู เทนนิส US Open 2011 (เรื่องและภาพ : สุขาวดี)
……การเเข่งขันเทนนิส ออสเตรเลียน โอเพ่น ๒๐๑๒ เริ่มเเข่งกันมาตั้งเเต่อาทิตย์ที่เเล้ว ตอนนี้เข้ามารอบสามเเล้ว บังเอิญปีที่เเล้วโชคดีได้มีโอกาสเดินทางไปดูการเเข่งขันเทนนิส ยูเอส โอเพ่น ๒๐๑๑ ถึงขอบสนาม ก็เลยขอเก็บเอามาเขียนเล่าสู่กันฟัง
เราตัดสินใจว่าจะไปดูเทนนิส ยูเอส.โอเพ่น ตั้งเเต่ตอนต้นปี เเต่กว่าจะได้ลงมือจองตั๋วกันจริงๆ เวลาก็ล่วงเลยไปอีกหลายเดือน ต้องตัดสินใจซื้อตั๋วเป็นเเพ็คเก็ต ซึ่งจะได้ดูการเเข่งขันตั้งเเต่รอบสอง รอบสาม เเละควอเตอร์ ไฟเเน่ล เท่านั้น เนื่องจากมีเวลาเพียงเเค่เจ็ดวัน เเละยังต้องตัดไปอีกสองวันเพื่อการเดินทางไปและกลับจากนิว ยอร์ค
สามอาทิตย์ต่อมา ได้รับตั๋วทางไปรษณีย์ ลองเช็คดูเเผนผังที่นั่งจากเว้ปของ USTA ปรากฏว่า ที่นั่งของเรา ที่สนาม อาร์เธอร์ เเอช ไกลมาก คาดว่าคงจะเห็น บรรดานักหวด ตัวเท่าไม้ขีดไฟ เเน่ๆ
วันพุธ………..
ออกจากบ้านตั้งแต่ตี๔โดยมี เพื่อนขับรถมาส่งที่สนามบินเบอร์มิ่งแฮม เครื่องออกตรงเวลา รอเปลี่ยนเครื่องที่ชิคาโก สามชั่วโมงแล้วบินต่อไปที่นิวยอร์คเลย
รับกระเป๋า แวะซื้อตั๋วรถไฟฟ้าและรถประจำทางที่สนามบิน ดูเส้นทางว่าจะไปโรงแรมอย่างไร แล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางมารอรถที่หน้าสนามบิน LaGuardia
ลงรถแล้วก็ต้องต่อรถไฟฟ้าอีกทีซึ่งตอนนี้ทุลักทุเลพอประมาณ เพราะว่าต้องลากกระเป๋าขึ้นบันได และรูดตั๋วรถไฟฟ้าเพื่อจะเข้าไปรอที่ชานชาลารถไฟฟ้า
คริสผ่านไปก่อนแล้วหันมาเตือนว่าต้องลากกระเป๋าเร็วๆเพราะไม่อย่างนั้นจะผ่านไปไม่ทัน ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เรารูดตั๋วอีกครั้งแต่ก็ยังไปไม่ได้ เลยต้องไปบอกเจ้าหน้าที่ขายตั๋วซึ่งเป็นคนดำแต่หน้าตาดี เค้าบอกให้เรารูดตั๋วอีกครั้งแล้วบอกว่าให้ผ่านเข้าไปทางประตู (ฉุกเฉิน) เราก็เดินไปขยับดู ประตูก็ยังไม่เปิด เค้าก็บอกว่า “At the gate” เรายังเถียงเค้าอีกว่ามันเปิดไม่ได้
จนมีผู้โดยสารที่ผ่านออกมา บอกว่าที่เราพยายามเขย่าอยู่นี่ไม่ใช่ประตู แต่มันอยู่ตรงใกล้ๆช่องทางออกสำหรับผู้โดยสารที่ลงจากรถไฟฟ้าโน่น เราหน้าแตกตั้งแต่เหยียบนิว ยอร์คได้ไม่ถึงสองชั่วโมงดี แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าเราคงไม่ได้เป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่หน้าแตกที่นี่
ลงรถไฟฟ้าที่สถานี ควีนส์ บอร์โร่แล้วก็ต้องลากกระเป๋าลงจากบันได คริสกำลังจะหันหลังมาช่วยหิ้วกระเป๋า แต่มีวัยรุ่นหน้าตาบอกว่าเป็นชาวเม็กซิกันที่เดินตามหลังมา คว้ากระเป๋าของเรา แล้วหิ้วลงบันไดไปตัวปลิว ขณะที่เรายังงงๆอยู่แต่ก็ยังมีสติดีพอที่จะวิ่งตาม โชคดีที่ไม่ตื่นตูมและมองโลกในแง่ดีพอประมาณ พอถึงบันไดขั้นสุดท้าย เค้าก็วางกระเป๋าให้ เรารีบขอบคุณแทบไม่ทัน
จากนั้นก็ลากกระเป๋ากันมาเข้าพักที่โรงแรม คันทรี่ อินน์ แอนด์ สวีท เสร็จแล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าไปเที่ยวเซ็นทรัล ปาร์ค ปาร์คที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากของทั้งเมืองนิว ยอร์ค และประเทศอเมริกา
ลงรถไฟฟ้าที่สถานี ไทม์ สแควร์ แล้วเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ ก็มาถึง บริเวณปาร์ค ผู้คนเยอะแยะมากหน้าหลายตา ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง มีของต่างๆวางขาย และมีศิลปินวาดภาพเหมือน ภาพการ์ตูน ซึ่งเราสังเกตุเห็นว่า เป็นชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งท่าจะถ่ายรูปแต่คริสชี้ให้ดูป้ายที่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่าย เราเลยไม่กล้า
ระหว่างเดินนึกขึ้นมาได้ว่าหนูต๊ต๊ะลูกสาวคนเล็กบอกให้ถ่ายภาพ สตอร์เบอร์รี่ ฟีลด์ และ ตรงจุดที่เป็นอนุสรณ์ ที่ทางเมืองนิว ยอร์ค ทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึง จอห์น เลนนอน สมาชิกหนึ่งในสี่ของวง เดอะ บีเทิ้ลส์ ที่ถูกแฟนเพลงยิงสียชีวิตที่หน้า อพาร์ทเม้นท์ ดาโกต้าของเค้าที่ถนน ๗๑ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๘๐
เลยเดินไปทางนั้น แต่ถ่ายภาพไม่ได้เพราะว่า เราลืมชาร์ตแบ็ตเตอรรี่กล้องถ่ายรูป น่าเสียดายมากๆเพราะว่า มีคนเอาดอกไม้และรูปภาพ ของจอห์น เลนน่อน มาวางเอาไว้ นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาแวะถ่ายรูปกันเป็นการใหญ เราหมายมาดว่าจะแวะมาใหม่ในวันหลัง
ไปกินอาหารไทยที่ร้านผ่องศรี ซึ่งเป็นร้านที่เพื่อนแนะนำมา เสร็จแล้วเดินไปเรื่อยๆจนถึงบริเวณ ไทม์ สแควร์ ผู้คนยิ่งหนาแน่น มากขึ้น ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งแวะซื้อของ เข้าแถวซื้อตั๋วดูละครบรอดเวย์ ซึ่งจะหาดูชื่อเรื่องและสถานที่แสดงได้จากป้ายโฆษณาที่ติดเอาไว้บนตึกทั้งสองข้างทาง
ช่วงค่ำ ขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาที่รร.ดูการแข่งขันเทนนิสทางทีวี. แล้วศึกษาเส้นทางว่าจะไปที่ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ สถานที่แข่งขันเทนนิส ยูเอส.โอเพ่น ๒๐๑๑ ในวันรุ่งขึ้นอย่างไร…….
วันพฤหัส……..
เป็นวันแรกของการไปดูเทนนิส ยูเอส.โอเพ่น ที่ ฟลัชชิ่ง เมโดว์ส ของเรา ตื่นเต้นมากๆเพราะว่าเคยดูแต่ในทีวี. แต่คราวนี้ได้มาดูถึงที่สนามแข่งขัน
เรากินอาหารเช้า(ที่ไม่อร่อยที่สุด)ที่โรงแรม แล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ประมาณ ๒๐นาทีก็ถึงฟลัชชิ่ง เมโดวส์ มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะแยะทีเดียว ต่างคนต่างก็มุ่งหน้าสู่สนามแข่งขัน
เจ้าหน้าที่ประกาศให้แฟนๆทราบว่า ใครควรจะไปทางไหนจะได้ไม่เสียเวลา อย่างเช่นถ้าจะมารับตั๋วไปทางหนึ่ง ถ้ามีตั๋วอยู่แล้วและมาตัวเปล่าก็ไปทางด่วนได้ไม่ต้องสียเวลา แต่ถ้ามีกระเป๋าต้องไปเข้าอีกแถวเพื่อรอตรวจค้น และกระเป๋าแบ็คแพ็คห้ามเข้าเด็ดขาด คอมพิวเตอร์ ก็ห้าม ขวดน้ำดื่มที่เป็นอะลูมินั่ม หรือแก้ว ก็ห้าม( เพราะกลัวจะเอาไปขว้างลงในสนาม) หรือแม้แต่ขวดสเปรย์ฉีดกันแดด ร่มกันแดด ถ้าใหญ่เกินกว่าที่กำหนดก็ห้าม ป้ายโปสเตอร์เชียร์ ผู้เล่นคนโปรดของเราก็ห้าม และอีกหลายๆห้าม
ผ่านการตรวจค้นไปได้แล้ว ก็เอาตั๋วไปให้เจ้าหน้าที่สแกนที่ประตูใหญ่ พอผ่านเข้าไปได้ก็มีเจ้าหน้าที่มาคอยให้คำแนะนำและบอกทางหรือคอยตอบคำถาม
เรา แว้บเข้าไปที่สนามหลุยส์ อาร์มสตรอง ก่อนอื่นเพราะเช็ครายการแข่งขันมาแล้วว่า ที่สนามนี้ Jelena Jankovic (ที่นักข่าวตั้งนิคเนมให้ว่า เจเจ) นักเล่นสาวจากประเทศเซอร์เบีย มือวางอันดับที่ ๑๑ สาวคนนี้จัดเข้าประเภทสูงยาว ขาวดี แต่หน้าตาไม่สวย วันนี้จะแข่งกับ Jelena Dokicจากออสเตรเลีย
ที่สนามนี้ เราไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้าสำหรับวันนี้ เพียงแต่ซื้อตั๋วผ่านประตูใหญ่ ( General Admission) เข้ามาราคาเพียง ๑๐ ดอลล่าร์ แต่เพราะเรามาเร็วก็เลยได้ที่นั่งดีมากห็นผู้เล่นชัดเจน มีบางส่วนที่กันไว้สำหรับผู้ที่ซื้อตั๋ว คือมาตอนไหนก็เข้ามาได้เลยเพราะที่นั่งอยู่แล้ว
ตอนที่เดินหาที่นั่ง เห็น Juan Carlos Ferrero อดีตแชมป์ เฟร้นช โอเพ่น จาก สเปนกำลังวอร์มอัพ อยู่ และจะลงเล่นกับ Gale Monfils มือวางอันดับ ๗ จาก ฝรั่งเศส หลังจากคู่หญิงเดี่ยวจบลง
คริสออกไปหาซื้อเครื่องดื่มและเข้าห้องน้ำ อากาศเริ่มร้อนมากขึ้น แฟนๆก็เข้ามานั่งกันจนเกือบเต็มสนาม กว่าคริสจะกลับมาก็จบเซ็ทแรกพอดี
เราสงสัยว่าทำไมคริสไปนานมาก มัวไปจีบสาวขายเครื่องดื่มอยู่หรือไร คริสกลับมาบอกว่าทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้แฟนๆเข้าและออกจากสนามได้ทุกๆ สามเกม และถ้าเข้ามาแล้วต้องรีบหาที่นั่งทันทีที่ผู้ตัดสินบอกว่าได้เวลาแข่งแล้ว จะเดินเพ่นพ่านไม่ได้โดยเฉพาะ พวกที่นั่งบนอัฒจรรย์หลังผู้แข่งขัน เพราะจะเป็นการรบกวนทำให้เสียสมาธิในการเล่น
เราสังเกตเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำสนามมากจริงๆ พวกนี้ใส่เสื้อสีต่างกันเพื่อจะได้แยกออกว่าใครทำหน้าที่อะไรและที่ไหน รายละเอียดนี้เราถามจากเจ้าหน้าที่ (ใส่เสื้อสีเทาหรือสีน้ำเงิน ด้านหลังเขียนว่า U.S.Open Staffs ) ที่มีหน้าที่คอยช่วยหาที่นั่งให้แฟนๆ พร้อมๆกับที่คอยกันไม่ให้แฟนๆเข้าออกสนามในช่วงที่การแข่งขันกำลังดำเนินอยู่
นอกจากนี้ก็ยังคอยบอกให้พวกที่นั่งตรงบันได ไปหาที่นั่งให้เป็นที่เป็นทาง เพราะว่ามันจะดูไม่สวยงามและไม่เป็นระเบียบ ทำให้เสียภาพพจน์เนื่องจากรายการนี้ถ่ายทอดไปทั่วโลก
สำหรับพวก รักษาความปลอดภัยทั่วไปและรอบๆสนาม จะใส่เสื้อสีแดง ด้านหลังเขียนว่า U.S. Open Security ส่วนพวกรักษาความปลอดภัยบนคอร์ทจะใส่เสื้อสีเหลือง ด้านหลังเขียนเหมือนพวกใส่เสื้อสีแดง พวกนี้จะคอยคุ้มกันผู้เล่น ( เพราะกลัวโดนแฟนๆรุมขอลายเซ็น และทำอันตราย ) เวลาเดินลงมาในคอร์ท และจะแยกย้ายกันกันไปนั่งแอบๆอยู่ริมคอร์ท พอผู้เล่นพักระหว่างเกม พวกเจ้าหน้าที่ก็มายืนหันหน้ามาทางแฟนๆรอบๆคอร์ท เผื่อใครที่คิดไม่ซื่อต่อผู้เล่นเกิดกระโดดลงมาในคอร์ทจะได้จัดการล็อคตัวได้ทันท่วงที
เสื้อที่เราชอบมากที่สุดเป็นเสื้อของเด็กเก็บลูกเทนนิส เป็นเสื้อยี่ห้อโปโลสีน้ำเงินเข้ม
ขลิบสีเขียวที่ปกคล้ายเสื้อของกรรมการกำกับเส้น เพียงแต่ด้านข้างเป็นสีเขียวและสีส้ม ตรงกลางหลังเป็นสัญญลักษณ์ม้าตัวใหญ่ ตอนหลังเราไปถามหาที่ร้านโปโล เค้าบอกว่าไม่มีขาย ทางบริษัทผลิตมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
พวกกรรมการกำกับเส้นจะสลับตำแหน่งกัน และเปลี่ยนเป็นชุดๆ เพราะว่าอากาศร้อนและบางคนต้องยืน บางแมชท์แข่งกันนานสาม สี่หรือบางทีถึงห้าชั่วโมง น่าสงสารเหมือนกัน แต่ค่าเหนื่อยก็มากพอดู แต่ถ้าเป็นผู้ตัดสินหรือ Chair Umpire ต้องนั่งอยู่ตลอด ไม่มีการเปลี่ยนจนกว่าจะจบการแข่งขัน ซึ่งรายได้ก็จะมากกว่าพวกกรรมการกำกับเส้น ยิ่งถ้าเป็นพวกที่มีเหรียญทองมาการันตี ก็ยิ่งมีงานเข้ามาก รายได้ก็คุ้มเหนื่อยเพราะถ้าสังเกตกันดีๆ จะเห็นว่าหน้าตาเดิมๆทั้งนั้นในรายการแข่งขันใหญ่ๆ
บังเอิญไปอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ The New York Times ( ที่มีคนทิ้งเอาไว้บนรถไฟฟ้า) บอกว่า แชร์ อัมไพร์ ได้ค่าเหนื่อยวันละ ๑๘๕ ดอลล่าร์ ค่าอาหารและค่าที่พักต่างหาก แต่ก็ยังบ่นกันว่าน้อยกว่า ที่Wimbledon ซึ่งจ่าย ๑๘๙ ยูโร หรือประมาณ ๓๐๖ ดอลล่าร์ หรือที่ French Open ซึ่งจ่าย ๑๙๐ยูโร หรือ ประมาณ ๒๗๐ ดอลล่าร์ รายการที่จ่ายให้มากที่สุดคือ Australian Open คือประมาณ ๓๘๓ ดอลล่าร์ ออสเตรเลีย
การแข่งขันระหว่าง Ferrero กับ Monfils เป็นเเมทช์ที่สนุกมาก เพราะผู้เล่นทั่งสองคนมีเเฟนๆมาเชียร์ทั้งที่เป็นชาวอเมริกัน ชาวสเปนิช (เเละพวกที่พูดภาษาสเปนิช อย่างพวกอเมริกากลาง) พวกนี้เชียร์ Ferrero รวมทั้งเราด้วย ส่วนคริสจัดตัวเองไปอยู่กับเเฟนๆ Monfils เเละ เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ข้างหน้าเรา
เจ้าหน้าที่สองคนนี้บอกว่า ทุกปีจะได้ประจำอยู่ที่สนามนี้ ได้เห็น หนุ่ม Monfils เเข่งมาหลายต่อหลายครั้งเลยรับประกันได้ว่า จะเป็นเเมทช์ที่สนุก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เค้าบอก ถึงเเม้ Monfils จะเเพ้ไป อย่างเฉียดฉิว เเต่เล่นกันถึง ห้าเซ็ท เรียกว่าคุ้มราคาค่าตั๋วมาก
คู่ต่อมาเป็นการเเข่งขันระหว่าง Mardy Fish มือวางอันดับ ๘ ชาวอเมริกัน กับ Malek Jaziri จาก ประเทศตูนีเซีย
สำหรับคู่นี้ มีเเฟนๆมาดูไม่มากเท่าไหร่เพราะว่า เป็นเเมทช์ที่รู้กันอยู่เเล้วว่าหนุ่มอเมริกัน จะชนะอย่างง่ายดาย เราดูเพียงเเค่เซ็ทเดียวเเล้วออกไปเดินยืดเเข้งยืดขา เเละหาอะไรรองท้อง
อากาศเริ่มเย็นลงเมื่อพระอาทิตย์ตก ดีที่เราเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย เดินเเวะไปที่คอร์ท ๖ เพื่อเชียร์คู่ของ Melanie Oudin กับ Jack Sock ชาวอเมริกัน ซึ่งเเข่งกับ Gisela Dulko เเละ Eduardo Schwank จากอาร์เจนตินา
ตอนที่เราเข้าไปหาที่นั่ง คู่ของอเมริกันเอาชนะได้ในเซ็ทที่สอง หลังจากเสียเซ็ทเเรก แต่ก็สามารถเอาชนะไปได้ในที่สุด ได้เข้าไปเล่นในรอบถัดไป
เดินต่อไปยังคอร์ท ๑๗ เพื่อแวะดู Alexandr Dolgopolov มือวางอันดับที่ ๒๒ จากยูเครนแข่งกับ Flavio Cipolla จากอิตาลี คู่นี้ ผู้เล่นจากยูเครนเป็นผู้ชนะ และจะไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง Novac Djokovic กับ Carlos Berloca ซึ่งจะเล่นที่คอร์ท อาร์เธอร์ แอช ในตอนค่ำวันรุ่งขึ้น
ระหว่างที่เดินตามคนอื่นๆออกจากคอร์ท ๑๗ คริสเอารายการแข่งขันที่คอร์ท ๑๓ ให้ดูเป็นการแข่งขันหญิงคู่ ของนักหวดสาวมือหนึ่งของไทย คือ แทมมารีน ธนสุการ กับ Marina Erakovic จากนิวซีแลนด์ ก็เลยแวะไปเชียร์
มีคนดูไม่มากนัก เพราะว่า เป็นคอร์ทเล็ก ที่นั่งดูมีน้อย และคนส่วนมากจะเน้นไปดู ชายเดี่ยวหรือหญิงเดี่ยวมากกว่า
คู่นี้แข่งกันสามเซ็ท คู่ของแทมมารีน เล่นได้ดีพอสมควร แต่ก็แพ้ไป หลังการแข่งขันเราตั้งใจว่าจะเข้าไปขอลายเซ็นและถ่ายรูปด้วย แต่เห็นเธอยุ่งๆและเหนื่อยเลยไม่อยากเข้าไปรบกวน
ก่อนออกจากบริเวณสนามแข่งขัน แวะซื้ออาหารเย็นซึ่งทุกอย่างราคาแพงมากกว่าปกติสองสามเท่า อย่างเช่น ไส้กรอก และ ฮ้อทด็อก ขนาด ๑ฟุต ไก่ทอดสามชิ้นพร้อมเฟร้นช์ ฟราย อีก สี่ห้าชิ้น ราคา ๕ ดอลล่าร์ ๔๕เซ็นต์ น้ำดื่มยี่ห้อ evian ขนาด ๑๖ ออนซ์ ราคา ๓.๔๕ ดอลล่าร่ ขนาด ๓๒ ออนซ์ ราคา ๕.๔๕ ดอลล่าร์ เป็ปซี่ขนาด ๒๐ ออนซ์ ราคา ๕.๔๕ ดอลล่าร์ เบียร์ ไฮนิเค่น ขนาด ๓๒ ออนซ์ ขวดละ๘ ดอลล่าร์ ถ้าเป็นกระป๋องขนาด ๑๖ ออนซ์ กระป๋องละ ๖ ดอลล่าร์ ถ้าเป็นแก้ว ขนาด ๑๒ ออนซ์ ราคา ๔ ดอลล่าร์ มันทอดราคา ๔ ดอลล่าร์ ๔๕เซ็นต์
ระหว่างที่นั่งจัดการอาหารเย็นถือโอกาสดู คู่ของ Robby Genepri กับ John Isner บนจอยักษ์ด้านหน้าของสนาม อาร์เธอร์ แอช
เราเป็นแฟนคลับของ John Isner หนุ่มอเมริกันรายนี้มาตั้งแต่ปีก่อนซึ่งเขาได้ถูกจารึกชื่อในประวัติศาตร์การเล่นเทนนิสที่นานที่สุดถึง ๑๑ ชั่วโมงกับอีก ๕ นาที โดยในเซ็ทที่สามต้องแข่งกับ Nicolas Mahut จน Isner เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ ๗๐ ต่อ ๖๘ เกม ที่Wimbledon
ไม่ได้อยู่ดูจนจบการแข่งขันเพราะดึกเกินไป เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี กลับถึงโรงแรมเกือบๆเที่ยงคืน
วันศุกร์……….
วันนี้ไม่ต้องรีบไปที่ Flushing Meadows เพราะว่าเรามีตั๋วสำหรับช่วงบ่ายสี่โมงเย็น ก็เลยมีเวลาที่จะไปเดินเที่ยวที่ เซ็นทรัล ปาร์คกันอีกครั้ง
คราวนี้ เราเตรียมชาร์ทแบ็ตเตอร์รี่กล้องถ่ายรูป ตั้งแต่เมื่อคืน น่าเสียดายมากๆที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปตัวใหญ่มาด้วย เพราะเช็คในเว้ปของ USTA บอกว่าห้ามนำกล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้เข้าไป แต่ก็เห็นคนนำกล้องเข้ากันไปเยอะแยะ
แวะไปกินอาหารอินเดียสำหรับมื้อกลางวัน แล้วก็เดินไปเรื่อยๆจนถึงเซ็นทรัล ปาร์ค ได้ถ่ายภาพที่ สตอร์เบอร์รี่ ฟีลด์ และที่ อนุสรณ์ ของ จอห์น เลนน่อน อย่างที่ตั้งใจ เพียงแต่ว่าวันนี้ไม่มีดอกไม้และรูปภาพมาวางอยู่ด้วยเลยดูแห้งแล้งและขาดสีสัน
เดินออกมาตรงทางออกของปาร์ค เห็นรถสามล้อสีสันสวยงามจอดรอให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ เราแวะซื้อเข็มกลัดติดเสื้อรูป จอห์น เลนน่อน และ เดอะ บีทเทิ้ล เอาไว้ฝากลูกสาวทั้งสอง
ถึงหน้าอพาร์ทเม้นต์ ของ จอห์น เลนน่อน มีนักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปกันอยู่พอประมาณ ก็เลยต้องแวะถ่ายกับเค้าบ้างเพราะไหนๆก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว
เสร็จแล้วเดินลัดเลาะไปตามถนน ก็มาถึง บริเวณ ไทม์ สแควร์ คนยิ่งหนาแน่นมากกว่าเมื่อวันก่อนเพราะว่าเป็นวันศุกร์ หยุดถ่ายรูปตึกสูงเสียดฟ้า ป้ายโฆษณา และนักท่องเที่ยว
เห็นสาวผมบลอนด์ ในชุดบิกีนี่สีขาว ใส่หมวกคาวบอย สะพายกีตาร์ ร้องเพลงอยู่ที่ริมถนนเลยยกกล้องขึ้นมาเล็ง เธอหันมาเห็นพอดี เรานึกว่าเธอคงจะบอกว่าห้ามถ่ายภาพแต่กลายเป็นว่าเธอหันมายิ้มและโพสต์ท่าให้ถ่ายอย่างดี เราขอบคุณเธอไปในขณะที่มีนักท่องเที่ยวหนุ่มๆสามสี่คนเดินมาขอถ่ายภาพด้วย เธอตรงเข้ากอดคอหนุ่มทันที ถ่ายเสร็จก็ขอค่าเสียหาย หนุ่มๆก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายไปตามระเบียบ ก็บอกแล้ว ของฟรีไม่มีที่ นิว ยอร์ค
ใกล้เวลา รีบเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี คราวนี้ต้องต่อสองทอดเพราะว่าขึ้นผิดขบวน แต่ก็ถึงฟลัชชิ่ง เมโดวส์ ประมาณ บ่ายสามโมงเศษๆ ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้า เพราะว่ายังไม่ได้เวลา ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ให้เข้า โดยเค้าให้เหตุผลว่า ตอนนี้มีคนอยู่ภายในสนามมากแล้ว ต้องรอให้พวกที่ถือตั๋วสำหรับช่วงช่วงเช้าออกไปก่อนบ้างไม่อย่างนั้นจะแออัดเกินไป เกิดมีปัญหาอะไร ( อย่างเช่นโดน วางระเบิด ) จะอพยพคนออกไม่ทัน ยิ่งเป็นช่วงใกล้ 9/11ต้องระวังกันมากเป็นพิเศษ) ดังนั้น พวกที่มาเร็วเกินไปก็ต้องรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ไปก่อน
สี่โมงตรง จึงได้ผ่านประตูเข้าไป เรารีบเดินไปที่สนาม หลุยส์ อาร์มสตรอง เพื่อจับจองที่นั่งแต่ วันนี้เราไม่โชคดีเหมือนเมื่อวันก่อน เพราะเรามาช้าเลยหาที่นั่งใกล้ๆคอร์ทยากหน่อย
คู่แรกที่ได้ดูคือ James Blake กับ David Ferrer มือวางอันดับ ๕ ชาวสเปน ซึ่ง Ferrer ชนะไปสามเซ็ทรวด เสร็จแล้วต่อด้วยคู่ของ Sabine Lisicki สาวสวยชาวเยอรมันมือวางอันดับ ๒๒ (ที่ได้เข้ารอบถัดมาโดยไม่ต้องแข่งเพราะ Venus Williams ขอถอนตัวเนื่องจากไม่สบาย) กับ Irina Falconi ชาวอเมริกัน งานนี้สาวเยอรมันชนะสองเซ็ทรวด
ย้ายวิกไปที่สนามอาร์เธอร์ แอช เพื่อดูคู่ของ Maria Kirilenko มือวางอันดับ ๒๕ จากรัสเซีย กับ Christina McHale เด็กสาวชาวอเมริกันซึ่งเป็นความหวังใหม่ของเพื่อนร่วมชาติ แต่ Kirilenko ก็ดับความหวังของแฟนๆชาวอเมริกันลงอย่างราบคาบด้วยเวลาเพียงชั่วโมงเศษๆเท่านั้น
ต่อมาเป็นคู่ของ Andy Roddick กับ Jack Sock (คนเดียวกับที่เล่นคู่ผสมกับ Melanie Oudin ) ซึ่ง Roddick เป็นผู้ชนะ ตามความคาดหมาย
ผู้สันทัดกรณีหลายคนให้ความเห็นว่าอนาคตของ Jack Sock น่าจะไปได้สวย ถ้าขยันแข่งขันหาประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอ
วันเสาร์……….
เป็นอีกวันหนึ่งที่เรามีตั๋วในช่วงบ่ายสี่โมง ก็เลยมีเวลาในตอนเช้ามากหน่อย เพราะว่าตื่นกันสายเลยยกยอดอาหารเช้าไปกินพร้อมกับอาหารกลางวัน และถือโอกาสห่อเอาอาหารที่เหลือติดไปที่ ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ ด้วย แวะซื้อน้ำดื่มที่ปั้มน้ำมันเพราะราคาถูกกว่าซื้อที่สนามแข่งขัน
ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีแกรนด์ เซ็นทรัล เดินเล่นกันไปเรื่อยๆ แต่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Ground Zero ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของ เวิร์ด เทรด เซ็นเตอร์ ที่ตอนนี้กลายเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สำหรับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์9/11
มีนักท่องเที่ยวมากมายเดินกันขวักไขว่เพราะว่าอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันครบรอบ๑๐ปีของการสูญสียครั้งใหญ่อีกครั้งที่เกิดขึ้นแก่ชาวอเมริกัน
ตรงส่วนที่เป็นอนุสรณ์สถานจริงๆถูกกั้นและบังเอาไว้ด้วยรั้วและผ้าพลาสติค ผู้คนจึงได้แต่เดินผ่านเข้าไปแอบดูตรงช่อง บางส่วนยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยดี แต่ได้ทราบมาว่าจะมีกิจกรรมต่างๆในช่วงนี้ทุกปี ตอนที่เราเดินผ่านไป การวิ่งมาราธอนเพิ่งเสร็จสิ้นลงและกำลังมีการมอบรางวัลกันอยู่
เราเดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีไทม์ สแควร์ เพื่อต่อไปยัง ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ คราวนี้ถึงหน้าประตูใหญ่เกือบสี่โมงเย็นแต่ก็ยังพอหาที่นั่งที่สนาม หลุยส์ อาร์มสตรอง ได้แม้จะไม่ใกล้ขอบสนามนัก
วันนี้เราได้ดูคู่ของ Alexandr Dolgopolov (อีกครั้ง) กับ Ivo Karlovic ชาวโครเชีย ที่คอร์ท ๑๗ แล้วไปต่อด้วยคู่ผสมระหว่าง Melanie Oudin / Jack Sock กับ Liezel Huber/ Bob Bryan ( Bob Bryan กับ Mike Bryan พี่ชายฝาแฝด เป็นมือวางอันดับหนึ่งชายคู่ และได้แชมป์มาหลายรายการ แต่คราวนี้พลาดท่าตั้งแต่รอบแรก) ปรากฏว่าคู่ของ Melanie Oudin / Jack Sock เอาชนะไปได้ (และสามารถคว้าแช้มป์คู่ผสมได้ในที่สุด)
ไปต่อที่สนาม อาร์เธอร์ แอช เพื่อดูคู่ของ Djokovic กับ Davydenko แล้วต่อด้วย Ana Ivanovic สาวจาก เซอร์เบีย กับ Sloane Stephens สาวผิวดำจากอเมริกาวัย ๑๘ ซึ่ง Ivanovic อาศัยประสบการณ์ที่มีมากกว่าเอาชนะไปสองเซ็ทรวดไปเจอกับ Serena Williams ในรอบถัดไป
วันอาทิตย์………….
ด้วยความที่มีประสบการณ์มาสองสามวันแล้ว วันนี้เลยไปถึงสนามก่อนสี่โมงเย็นเล็กน้อย มีการแข่งขันชายเดี่ยวระหว่าง Rafael Nadal กับ David Nalbandian และ Andy Roddick กับ Julian Benneteauที่ สนามอาร์เธอร์ แอช ส่วนหญิงเดี่ยวเป็นคู่ของ Samantha Stosur กับ Maria Kirilenko ที่แกรนด์ สแตนด์
ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปดูเพราะ เราไม่มีตั๋วสำหรับสนาม อาร์เธอร์ แอช ในตอนเช้า ส่วนที่ แกรนด์ สแตนด์ แถวยาวมากจริงๆ เลยไปหาที่นั่งดูคู่ของ Andy Roddick ทางจอยักษ์หน้าสนามแทน
ไปที่สนามหลุยส์ อาร์มสตรองเพื่อดู John Isner กับ Alex Bogomolov Jr. แข่งขันในรอบที่สาม
อัฒจรรย์ด้านล่างค่อนข้างแน่นเลยต้องไต่บันไดขึ้นไปด้านบน ยังพอหาที่นั่งได้ แล้วก็ค่อยๆเลื่อนลงมาเรื่อยๆเวลาที่มีแฟนๆสละที่นั่ง จนได้ลงมาอยู่แถวล่างสุด ด้านหลังพวกแฟนๆที่ซื้อตั๋วแพงๆ
การแข่งขันเป็นไปอย่างตื่นเต้น เพราะทั้งสองคนมีแฟนคลับมากพอๆกัน ทั้งนี้เราประเมินเอาจากเสียงเชียร์ที่ตามมาทุกครั้งที่ผู้เล่นทั้งสองหวดลูกวินเนอร์
มีแฟนเทนนิสสองคนที่นั่งอยู่ที่อัฒจรรย์แถวหน้าด้านหลังของผู้ตัดสิน พยายามพูดจารบกวน ทำให้ Bogomolov เสียสมาธิในการเล่น ผู้ตัดสินหันไปเตือนแต่ก็ยังไม่หยุด จนในที่สุดต้องส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปเชิญตัวออกจากสนาม
เมื่อถึงเกมสุดท้ายในเซ็ทที่สาม ก่อนที่ Isner จะเสิร์ฟ เจ้าหน้าที่ประจำสนามได้ถอดโซ่ที่กั้นออกให้แฟนๆลงไปที่บริเวณที่นั่งด้านข้างทางเข้าออก เพื่อขอลายเซ็น เราก็เป็นแฟนคลับ( ที่น่าจะแก่ที่สุด ^-^)ของ Isner เช่นกัน ก็เลยลงไปรอกับเค้าบ้าง
ถึง Bogomolov จะแพ้ไปสามเซ็ทรวด แต่ก็ยังมีน้ำใจแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆ พอ Isner เดินมาถึงก็แจกลายเซ็นให้แฟนๆเช่นกัน เราโชคดีกว่าเด็กๆหลายคนได้ลายเซ็นมาโดยให้ทั้งสองคนเซ็นที่หมวกของเรา น่าเสียดายที่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ซื้อหมวกยูเอส.โอเพ่น
เดินออกจากสนามด้วยความปลาบปลื้ม ตรงไปที่ สนามอาร์เธอร์ แอช เพื่อดู Andy Murray มือวางอันดับ ๔ กับ Feliciano Lopez หนุ่มหล่อจากสเปนอีกคนหนึ่งซึ่งฝีมือขึ้นๆลงๆ( เเต่ความหล่อคงที่) เลยเป็นเพียงมือวางอันดับที่ ๒๕ ต่อด้วยคู่ของ Vera Zvonaraeva มือวางอันดับ ๒ จากรัสเซีย กับ Sabine Lisicki เป็นคู่สุดท้าย
วันจันทร์……
วันนี้ตารางการดูเทนนิสของเรายาวเหยียด เริ่มตั้งแต่ ๑๑ โมงเช้า คู่แรกที่ได้ดูคือการแข่งขันระหว่าง JankoTipsarevic กับ Juan Carlos Ferrero ซึ่ง Ferrero แพ้สามเซ้ทรวด แล้วก็ต่อด้วยคู่ของ Novac Djokovic กับ Alexandr Dolgopolov คู่หลังนี้แฟนๆเทเสียงเชียร์ให้ Dolgopolov เพราะฝีมือเป็นรองอยู่มาก เซ็ทที่หนึ่งแพ้ด้วยไทเบรค ที่คะแนน ๑๖ ต่อ ๑๔ เป็นเซ็ทที่สนุกสนานตื่นเต้นมากจนทำให้แฟนๆอย่างเราลืมความเมื่อยขบและความร้อนของอากาศลงไปได้บ้าง อีกสองเซ็ทหลัง Djokovic ก็ชนะไปตามความคาดหมาย
คู่ต่อมาเป็นการแข่งขันหญิงเดี่ยวระหว่าง Andrea Petkovic มือวางอันดับ ๑๐ จากเยอรมันนี กับ Carla Suarez Navarro จากสเปน ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เลยออกไปเดินดูของที่ระลึกหาเรื่องเสียเงินกับเขาสักหน่อย
เดินไปที่สนามอาร์เธอร์ แอช แต่ปรากฏว่ายังไม่สามารถเข้าไปที่สนามได้เพราะ การแข่งขันระหว่าง Mardy Fish กับ Jo-Wilfred Tsonga หนุ่มผิวสี มือวางอันดับ ๑๑ จากฝรั่งเศส ยังไม่จบและต้องเล่นกันถึงห้าเซ็ท
แฟนๆที่รอดูในช่วงถัดไปรอกันแน่นขนัดที่หน้าประตู เราเลยเลี่ยงไปดูชายคู่ที่คอร์ท ๑๗เป็นการฆ่าเวลา
เดินกลับไปที่ สนามอาร์เธอร์ แอช อีกครั้ง คราวนี้เราไหลผ่านหน้าประตู ตามคลื่นแฟนเทนนิสเข้าไปในสนามได้ แล้วก็ต้องรีบขึ้นบันไดเลื่อนไปยังอัฒจรรย์ด้านบนหาที่นั่งโดยทันที
Caroline Wozniacki มือวางอันดับหนึ่ง จากเดนมาร์ค (ที่ตั้งใจว่าจะคว้าแช้มป์จากทัวร์นาเม้นท์นี้ให้ได้ให้สมกับที่เป็นมือหนึ่ง) เจอกับสาวรัสเซีย Svetlana Kuznetzova อดีตแชมป์ ยูเอส โอเพ่น ๒๐๐๔
ทั้งคู่ วอร์ม อัพ แล้วแข่งขันทันที Kuznetsova เอาชนะได้ในเซ็ทแรก และนำห่างไปถึง สี่ต่อหนึ่งเกมในเซ็ทที่สอง
แต่ Kuznetzova หมดแรง เลยเสียเซ็ทที่สองและสามให้กับ Wozniacki และตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
ช่วงระหว่างที่รอ Federer กับ Juan Monaco มือวางไร้อันดับจากอาร์เจนติน่า ทางสนาม มีการจับฉลากแจกรางวัล และของที่ระลึกต่างๆ มีกล้องโทรทัศน์ แพนไปตามอัฒจรรย์ทุกๆด้านพร้อมเปิดเพลงให้แฟนๆเทนนิสได้เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เป็นการยืดเส้นยืดสายหลังจากที่นั่งกันมานาน
เราไม่ได้อยู่ดู Federer เล่นจนจบแมทช์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นการเล่นแบบที่บ้านเราเรียกว่าชิลล์ๆ Federer ชนะไปอย่างไม่ต้องเสียเหงื่อมากนัก แต่เราคนดูกว่าจะเดินทางถึงโรงแรมที่พักก็ล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว
วันอังคาร……..
ฝนตกปรอยๆตั้งแต่เช้า รีบขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ ด้วยหวังว่าฝนจะหยุดตกและคงมีการแข่งขันสักคู่หรือสองคู่
ฝันไม่เป็นจริงเพราะหลังจากรอประมาณ สามชั่วโมง และเดินเลือกซื้อของที่ระลึกเป็นที่เรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ของ USTA.ก็ประกาศยกเลิกการแข่งขันทั้งหมดในวันนี้ แฟนๆผิดหวังไปตามๆกัน แต่สามารถไปแลกตั๋วเอาไว้ดูในวันรุ่งขึ้นได้ ถ้ามีการแข่งขัน
สำหรับเรา วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เลยไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าเราสามารถส่งตั๋วมาแลกเป็นตั๋วสำหรับปีหน้าได้ ทีนี้ก็เดือดร้อนกันอีก ต้องเตรียมวางแผนกลับมา ฟลัชชิ่ง เมโดวส์ เพื่อดูการแข่งขัน ยูเอส. โอเพ่น กันในปีหน้า……………
LeakyCon 2011 @@ Harry Potter World,Orlando,Florida
……….ปิดเทอมใหญ่คราวนี้ไม่มีโอกาสพาเด็กๆกลับมาเที่ยวเมืองไทย เเต่ว่าได้พาไปเที่ยว ที่เเฮร์รี่ พ้อตเตอร์ เวริล์ด ที่เมืองออร์เเลนโด้ อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เด็กๆเคยไปกันมาเเล้วกับเพื่อนๆเเละคุณพ่อคุณเเม่ของเพื่อน
ปีนี้พิเศษหน่อยเพราะว่าเป็น ตอนสุดท้ายของ เเฮร์รี่ พ้อตเตอร์ ที่จะว่าไปเเล้ว เด็กๆในวัยนี้ก็เติบโตมาพร้อมๆกับเเคเเร็คเตอร์ทุกตัวในหนังสือเเละภาพยนต์
ปีที่เเล้วดิฉันไปเที่ยวประเทศอังกฤษ เเต่น่าเสียดายที่พาลูกสาวทั้งสองคนไปด้วยไม่ได้เพราะว่าอยู่ในช่วงเวลาที่โรงเรียนเปิดเทอมพอดี
ได้ไปถ่ายรูปที่โบสถ์ ที่เมือง อ็อกซฟอร์ดซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ตั้งเเต่ตอนเเรกคือ Harry Potter and the Sorcerer’s Stone เเล้วก็ที่สถานีรถไฟ King’s Cross ชานชาลา 9 ¾ ( เก้าเศษสามส่วนสี่ ) ตามที่ลูกๆสั่งไป
เด็กๆกับเพื่อนๆ เฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับภาพยนต์ เเละรายการพิเศษ ที่ โรงเเรม Loews Royal Pacific ที่เคยไปพักกัน เมื่อปีที่เเล้ว เเละตั้งใจว่าจะไปพักที่นี่กันอีก เนื่องจาก
โรงเเรมตั้งอยู่ในบริเวณ ดิสนีย์ เวริล์ด เเละไม่ห่างจาก พาร์คต่างๆ สามารถเดิน หรือ นั่งเรือจากท่าเรือของโรงเเรมไปได้
การซื้อบัตรเข้าร่วมในรายการของโรงเเรมนี้ค่อนข้างยุ่งยากเพราะทางโรงเเรมไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ซื้อบัตรเองได้ ต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้ปกครองเสียก่อน เเต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะ ดิฉันรับเป็นผู้ปกครองให้เพื่อนๆของลูกด้วย เเต่ต้องมีหนังสือยืนยันเเละยินยอมจาก คุณพ่อคุณเเม่ของเพื่อนเเต่ละคนด้วย
ดิฉันใช้เวลา ขับรถประมาณ ๑๑ ชั่วโมง จากบ้านที่เบอร์มิ่งเเฮม ถึงโรงเเรมที่พักในตอนค่ำ ซึ่งตามปรกติจะใช้เวลาเพียง ๙ ชั่วโมงเเต่เพราะเราหยุด ยืดเส้นยืดสายเเละเเวะปั๊มน้ำมันหลายครั้ง อย่างไรก็ตามดิฉันก็พาเด็กๆถึงโรงเเรมที่พักอย่างปลอดภัย
พาหนูสิตากับเพื่อนๆคือ เชลซี เฮลี่ เเละมอลลี่ ไปลงทะเบียน เพื่อขอรับบัตร เข้าร่วมรายการ LeakyCon ๒๐๑๑ ที่ห้องบอลล์รูม ของโรงเเรม
ไปต่อเเถวที่เคาน์เตอร์ตามอักษรตัวเเรกของนามสกุล โชคดีที่ นามสกุลของเด็กๆเป็นอักษรเดียวกันยกเว้นเชลซี เเต่ดิฉันบอกให้รอที่เเถวนี้ด้วยกันเเละ จะลองขอร้องเจ้าหน้าที่ดูเพราะ เเต่ละเเถวค่อนข้างยาว เเละที่สำคัญดิฉันต้องอยู่กับทุกคนตอนรับบัตรในฐานะผู้ปกครอง
ปรากฏว่า ยังรับบัตรไม่ได้เพราะว่า จดหมายมอบอำนาจที่คุณพ่อกับคุณเม่ของเพื่อนๆให้มานั้นยังไม่ได้รับการประทับตราจากโรงเเรม เพื่อยืนยันว่าเด็กๆเป็นผู้เยาว์จริง เเละมากับ(ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็น) ผู้ปกครอง ทั้งนี้เด็กๆต้องเเสดงบัตรประจำตัวด้วย
อพยพไปเข้าเเถวอีกด้านหนึ่ง ไม่นานก็ได้รับการประทับตราเรียบร้อย รีบกลับไปต่อที่เเถวเดิม เเต่คราวนี้เเถวไม่ยาวเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่หน้าตาเป็นคนเอเชีย ใจดีมาก
ดิฉันบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า เชลซีต้องอยู่อีกเเถวหนึ่ง เเต่จะขอรับบัตรเเละกระเป๋าของชำร่วยที่นี่ เธอบอกว่า ไม่มีปัญหา เเต่ขอเช็คจดหมายเเละบัตรประจำตัวของเเต่ละคนก่อน
บางคน(ในกลุ่มอื่น)โชคไม่ดี เจ้าหน้าที่หาบัตรเเละของเเถมไม่พบ ต้องไปนั่งรอ เท่าที่เห็นก็เป็นจำนวนมากพอประมาณ
ของชำร่วยที่เด็กๆได้มาเป็นกระเป๋าสำพายสีน้ำเงินเข้ม (เเน่นอนค่ะ มีโลโก้ เเฮร์รี่ ปะอยู่ที่ฝากระเป๋า) ภายในบรรจุสมุดภาพเเละกิจกรรมเกี่ยวกับเเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ในเเต่ละปี รวมทั้งภาพของสาวกของเเฮร์รี่ทั้งหมดที่ซื้อบัตรผ่านทางเวปของโรงเเรม เเว่นตากรอบกลมสีดำ โน้ตเเพด ที่คั่นหนังสือหรือบุ้คมาร์ค เเละกระเป๋าใบเล็กมีสายรัดข้อมือสีดำเเละสีเขียวอย่างละหนึ่งเส้น ตั๋วใบเล็กสำหรับเข้าชมกิจกรรมต่างๆภายในโรงเเรม ดิฉันก็ได้รับกับเค้าด้วย (ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะเอาไว้ทำอะไร ได้เเต่เปิดดูรูปตัวเองไปสามสี่ครั้งเเล้ว)
กิจกรรมของเด็กๆ ตลอด ๔วันที่ เเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เวริล์ด ก็คือ ตอนเช้ารีบไปเที่ยวเล่นที่ ธีม ปาร์ค ซึ่งเด็กๆบอกว่าไม่ต้องเข้าเเถวรอนานเพราะสามารถใช้คีย์ การ์ด ที่ทางโรงเเรมออกให้เป็นบัตรลัดคิวหรือ Fast Pass ได้ ตอนเที่ยงกลับมากินอาหารกลางวันที่โรงเเรม ตอนเย็น ไปร่วมงานที่ห้องบอลล์รูม ซึ่งเเต่ละวัน เเต่ละห้องก็จะมีกิจกรรมเเตกต่างกันไป
ที่ดิฉันตามเด็กๆลงไปเซอร์เวย์ คือ บู้ธขายของซึ่งเป็นสินค้าที่ เกี่ยวกับเเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ตั้งเเต่เล่มเเรกจนถึงเล่มสุดท้าย เสื้อยืด เสื้อคลุม เน็คไท ผ้าพันคอ หมวกเเม่มด เเละพ่อมด รองเท้า ไม้เท้าวิเศษ ฯลฯ
บรรดาเเฟนๆที่มาร่วมงานต่างก็เเต่งตัวตามเเคเเร็คเตอร์ ที่ตัวเองชอบ ที่หนาตามากหน่อยก็เป็นเเฮร์รี่ กับเฮอร์ไมนี่ เมาฟอย ( เป็นคนโปรดของดิฉันจากหนังตอนเเรก น่าเสียดายที่โตขึ้นเเล้วไม่หล่อเลย) เเละโพรเฟ็สเซอร์ เเมคกาดูกัลล์
อีกวันหนึ่งเข้าฟังรายการพูดคุยเกี่ยวกับหนังเเละหนังสือโดยนักวิจารณ์ของท้องถิ่น ก่อนที่จะไปดูหนังรอบปฐมทัศน์ในตอนค่ำ เรื่องบัตรเข้าชมไม่มีปัญหาเพราะว่า จองเอาไว้ล่วงหน้าเเล้วในตอนที่จองห้องพัก
พาเด็กๆนั่งเรือของโรงเเรมไปที่โรงหนังที่ซิตี้ วอล์ค ในบริเวณใกล้ๆ ยูนิเวอร์เเซล ทั้งเเฟนรุ่นเล็กเเละรุ่นใหญ่ มากมายเบียดเสียด เเม้หนังจะฉายพร้อมกันทั่วประเทศ เเละทั่วโลก
เด็กๆบอกว่าหนังสนุกสนานเเละตื่นเต้นสมกับที่รอคอย เเฟนๆหลายคนต้องหลั่งน้ำตาให้กับเเฮร์รี่ เพราะนอกจากหนังจะเศร้าเเล้ว ต่อไปจะไม่มีหนังสือเเละหนังเกี่ยวกับพ่อมดน้อยอีก ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เเฟนๆต่างได้ยินข่าวการยืนยันจาก เจ.เค. โรลลิ่ง ผู้ประพันธ์เเล้วด้วย
เย็นวันถัดมาเด็กๆเเต่งตัวสวยงามไปร่วมงาน The Esther Earl Rocking Charity Ball ที่ห้องเเกรนด์ บอลล์รูม ได้พบปะพูดคุยเเละเต้นรำกับเพื่อนๆสาวก เเฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ที่มาจากต่างรัฐเเละต่างประเทศ
เเละที่สำคัญที่สุดคือ เด็กๆได้มีโอกาสกระทบไหล่ถ่ายภาพรวมทั้งขอลายเซ็นจากดาราคือ Evanna Lynch, Scarlet Byrne , Arthur Bowen เเละ Rohan Gotobed
ระหว่างทางนั่งรถกลับเบอร์มิ่งเเฮม เด็กๆ ก็เอาภาพถ่ายเเละลายเซ็น รวมทั้งของที่ระลึกที่ซื้อมาอวดกันเป็นที่สนุกสนาน
ดิฉันถามว่า ปีหน้าจะไปเที่ยวกันอีกไหม ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เเน่นอน ต้องไปอย่างเเน่นอน เเต่ปีนี้ ต้องบอกว่า
“ลาก่อนเเฮร์รี่ พ็อตเตอร์…….”









ขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น เเละโต๊ะเขียน พร้อมดอกทิวลิป พี่อ้อยทราบได้ไงว่าจิมมี่ชอบดอกทิวลิป
ถูกใจมากที่ซู้ด หน้าหนาวปีนี้ปลูกดอกนี้ที่สนามหน้าบ้านเเละลงกระถางไปประมาณ ๒๐๐ หัว ไม่รู้จะเเย้มบานมาให้ชื่นชมสักกี่หัวกัน
ต้องรอลุ้นตอนต้นๆฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง
ด้วยความยินดียิ่งจ้ะจิมมี่ พี่ดีใจที่จิมมี่ชอบทิวลิปนะ ที่บ้านพี่ตอนนี้กำลังเพาะทิวลิปไว้ในบ้านสามกระถาง เพิ่งแตกหน่อโผล่มาให้เห็นสามหน่อ นอกนั้นยังหลับสนิทดุจเจ้าหญิงนิทรารอจุมพิตจากเจ้าชาย…