เมื่อตอนเด็กๆ ชอบวิชาภาษาไทยมากที่สุดไม่ว่าการอ่านบทร้อยแก้วร้อยกรอง หรือการเขียนเรียงความ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับวิชาภาษาไทยคือความสนุกเพลิดเพลินไม่รู้จบ พ่อคือครูคนแรกที่ทำให้ผู้เขียนรู้จักตัวหนังสือภาษาไทยและเริ่มอ่านออกเมื่อพ่อซื้อหนังสือนิทานให้เป็นของขวัญในวันเด็ก ความที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในหนังสือเป็นอย่างไร ก็พยายามรบเร้าให้พ่ออ่านให้ฟังและสอนให้อ่านด้วย จึงอ่านหนังสือออกก่อนเข้าเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง นั่นคือการเข้าสู่ในโลกแห่งตัวอักษรเป็นครั้งแรกในชีวิต
นอกจากนี้ได้รับแรงบันดาลใจสนับสนุนจากคุณครูและอาจารย์ทุกท่านที่เคยสอนภาษาไทยให้ผู้เขียนในชั้นประถมและในชั้นมัธยม ทุกท่านคือผู้ที่ช่วยกันปลูกฝังต้นไม้แห่งความรักในภาษาไทยให้เติบโตอย่างงดงามในโลกแห่งความคิดและจินตนาการของศิษย์ผู้นี้
คุณงามความดีใดใดที่มีในงานเขียนเหล่านี้ ผู้เขียนขอมอบให้แด่พ่อกับแม่และครูบาอาจารย์ทุกท่าน ผู้จุดประกายความรักความฝันในโลกตัวอักษรให้สว่างไสวในใจของผู้เขียนตลอดกาล
โผล่เข้ามาในแวบของพี่ด้วยหน้าตาเซ่อซ่า ไม่เคยเปิดเข่้ามาเลย เข้ามาแล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรมากมายมากกว่าที่จะคิดนะคะ พี่คงไม่ว่านะคะที่เข้ามายุ่มย่ามที่นี่นะคะ
ยินดีต้อนรับน้องตาด้วยความยินดียิ่ง..
เชิญเข้ามานั่งเล่นๆให้หายเหนื่อยก่อน..หรือจะนอนพักหลับสักตื่นก็ตามสบายนะจ๊ะ
อยากอ่านอะไรก็เปิดหาตามสบายเลยจ้ะ..
เป็นไดอารี่ของคนที่ชอบเขียนอะไรจุกๆจิกๆน่ะจ้ะตา…
เขียนตามอารมณ์เรื่อยเปื่อย..บางวันก็เขียนตามตลาดหุ้นที่ขึ้นๆลงๆ
บางวันก็งงๆเหมือนกันว่าเขียนอะไร…อิอิอิ…(หัวเราะแบบสมัยใหม่ไง)
อ้อย
เราลองส่งเมล์ให้อ้อยในนามเมล์เดิมของอ้อย ยังไงก็ตอบบ้างน่ะ
เราเอง
เย็นเสาร์ที่ 25 ก.พ.55(ไทย)
อ้อย เราเปิดดูเมล์เราแล้วไม่มีเมล์อ้อยส่งมาน่ะ
เราเอง
ตอบไปแล้วนะตุ๊ ได้อ่านหรือยัง?
ตอบไปแย้ว.. เอ๊ย!ตอบแล้วตุ๊
อีเมล์เราก็ส่งมาที่ยาฮูได้เลยที่นี่นะ….
rainbowrain97@yahoo.com
รับรองถึงแน่
หรือจะส่งไปที่ oieplintron@yahoo.com
ก็ถึงเช่นกัน เพราะเราเปิดไว้สองที่สำหรับบล๊อคของเรากับบล๊อคของน้องหมา
ถึง อ้อย เพื่อนรัก
โผล่มา อีกทีก็ปลายเดือนที่ 2 ของ ปี 2555 แล้ว คิดถึงน่ะ แต่ด้วยอะไรต่างๆนานาในความเป็นภาระแห่งวัย เราต่างคนก็ต่างเงียบไปในระยะหนึ่ง กลับมา เด็กหญิงในวัย…….ป.3 เจอกันอีกคงจำกันได้ อีเมล์เราคงเดิม ทุกๆๆอย่างคงเดิมยกเว้นร่างกายและวัย(อายุ) ยังไงก็ส่งที่อยู่อ้อยใหม่ทางเมล์ให้ด้วยน่ะ
เด็กหญิง ป.3 เอง
ถึงตุ๊เพื่อนเก่าที่เราไม่เคยลืม
ดีใจสุดๆที่ได้เห็นข้อความของตุ๊ที่นี่อีกครั้ง คิดถึงเช่นกันนะเพื่อน คิดถึงมากด้วยสิ เพราะตุ๊เองก็หายไปนานนะ ตอนช่วงปีใหม่ส่งส.ค.สไป และอีเมล์ส่งข่าวเรื่องย้ายที่อยู่ใหม่ก็ไม่ได้รับตอบจากตุ๊เลย
ยังคิดหลายตลบว่าเป็นเพราะอะไรหนอ? อาทิตย์ก่อนยังเอารูปเก่าๆที่ครอบครัวพวกเราเคยไปเที่ยวเมืองโบราณที่สมุทรปราการมานั่งดูเล่น ภาพแห่งความสนุกสนานวันวารเหล่านั้น ยังอยู่ในความทรงจำของเราอย่างแจ่มชัด ยังจำเช้าวันที่เราไปพักที่บ้านตุ๊ แล้วตื่นขึ้นมาตุ๊เตรียมน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ไว้รอเรียบร้อยแล้ว เฮ้อ…แต่วันนี้ตื่นขึ้นอย่างดีก็แค่ต้มน้ำร้อนชงชากินแก้เซ็ง เพราะอากาศฤดูหนาวที่มินนิโซต้าเหงาจับใจ ทวีความคิดถึงบ้านอีกร้อยเท่าตัว….ยิ่งฟังเพลงของ”คิดถึงบ้าน”ของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญแล้วอาการของความคิดถึงยิ่งหนักกว่าเก่า…
จากอดีตเด็กหญิง(ป.3ข ห้องคุณครูกุหลาบ) ที่เคยทะเลาะกับตุ๊เรื่องขี้ฝุ่นใต้โต๊ะ
เราเคยไปเวียดนามกลาง และเมื่อตุลา 52 ไปเวียดนามเหนือ
ไปทางรถทั้ง 2 ครัง ครังหลังไปข้ามเรือที่นครพนมเฃ้าวันที่ 9 ต.ค.52 ข้ามไปเล่า ที่ลุ้นและตื่นเต้นน่ะ เราว่าถ้าคนใจร้อนในการขับรถต้องส่งไปฝึกจิตที่เวียดนามน่ะโดยเฉพาะที่กรุงฮานอย บรม(ที่สุดในโลกของความวุ่นวายทางการจารจร) มีเรืองตื่นเต้นและขำ คือไปถึงฮานอยในคำวันที่ 10ตุลา 52 รถที่เรานั่งไปประมาณ20 คน(ไป 2 คัน)รถทัวร์คนเวียดนามจดทะเบียนที่ลาว รับมาตั้งแต่ขั้นฝั่งที่ลาวแหละ วันแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร พอวันที่ 2 จะมานอนที่ฮานอย รถก็เริมรวนตั้งแต่ขึ้นเชากลางทางตลอดระยะการเดินทางระหว่างเมืองมีแต่ภูเขาที่ไหล่ทางมองลงไปเป็นเหว คดเลี้ยวหักศอก แต่ยอมรับคนขับเขาเก่งจริงๆๆ มอขับอย่างพี่พงษ์ยังยอมรับเลย พอมาถึงสะพานกลางกรุงฮานอยรถก็ถึงเวลาเสียดับสนิทกลางสะพานท่ามกลางความว่นวายการจราจร(ส่วนใหญ่เป็น
มอเตอร์ไซด์) และก็เสียงแตรที่ดังกว่าแตรเมืองไทย รถติดยาวมากเนื่องจากรถที่เรานั่งมาเสีย อ้อยนึกภาพเลยว่าเหมือนเสียกลางสะพานพุทธน่ะ ความโกลาหลก็เกิดขึ้นตำรวจ(ที่เสียงดังๆๆๆมากๆๆทุกคนคิดว่าเขาจะฆ่ากัน)ก็มาดึงคนขับลงไป ตำรวจต้องการจับทั้งคนคนขับและรถไปที่โรงพักแต่คนขับไม่ยอมแกพยายามจะซ่อมรถให้ติดให้ได้พี่พงษ์จะช่วยเขาก็ไม่ให้ช่วยแล้วก็สื่อภาษากันไมรู้เรือง(ถ้าโดนจับแล้วเป็นเรืองยาวและใหญ่) แล้วตำรวจ
ให้ผู้โดยสารลงไปยืนแถวเรียง 1 (เพราะอาจะโดนรถเฉียวเอาล่ะสิ) กลางกรุงฮานอยประมาณ ทุ่มเศษๆ ท่ามกลางรถที่จอแจขวักไขว้เสียงแตรที่บรรเลงอยู่ทุกวินาทีและสายตาที่มองพวกเราเหมือนลาวหลงทางอย่างงั้นแหละสักประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว
ไกด์(ฃื่อหนุ่มดี เขาเคยมาอยู่ชัยภูมิกับญาติเขาหลายปีน่ะ)เห็นว่ารถไม่มีทางสตารท์ติดได้แน่ ก็ต้อนพวกเราขึ้นรถเมล์ไปต่อรถอีกคันเพื่อไปที่พัก ระหว่างอยู่บนรถเมล์คนเวียดนามก็พูดกันว่าพวกเรามาจากลาว(เพราะรถป้ายทะเบียนลาว)น้องคนที่ยืนใกล้ฉุนบอกย้อนกลับไปว่าโนลาวแอมไทย………..กว่าจะได้กินข้าวเย็นก็ได้กินบรรยายกาศอันน่าประทับใจไม่ได้มีอยู่ในทริปเลยน่ะและก็ไม่น่าจะมีใครได้แถมโปรอย่างทัวร์ชุดนี้
แล้วจะเขียนมาเล่าใหม่ถ้าอ้อยอยากอ่าน
อ่านแล้วเหมือนกับได้ไปเวียตนามเองเลยว่ะตุ๊ รสชาดการเดินทางสนุกเข้มข้นดียิ่งกว่าแจ่วบอง
อาหารการกินที่นั่นเป็นไงบ้างตุ๊?
คงกินแหนมเนืองมาซะพุงกางเลยนะ เราชอบอาหารเวียตนามตรงที่เขามีผักแกล้มเยอะๆนี่ล่ะ สาวๆเวียตนามถึงมีแต่หุ่นดีๆทั้งนั้น เขียนเล่าไปเยอะๆหน่อยนะ อยากอ่าน เผื่อเวลาเรามีโอกาสได้ไปเวียตนามบ้างจะได้เตรียมตัวว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง? หรือมีรูปวิวสวยๆก้ส่งไปบ้างนะจะขอโพ้สในบล๊อคนี่แหละ
แล้วตุ๊ไปเที่ยวพม่าบ้างหรือยัง? เขาว่าที่นั่นก็สวยนะ เพราะเขายังมีป่าไม้ที่หนาตากว่าบ้านเรา อีกทั้งสภาพชีวิตและสังคมของผู้คนที่นั่นยังไม่มีอะไรที่เร่งร้อนรีบเร่งเหมือนบ้านเรา ยังมีธรรมชาติสวยๆอีกเพียบ
อ้อย ไปเวียดนานมารึยัง
ยังไม่เคยไปเลย ตุ๊ล่ะ?
เราอยากไปเหมือนกันนะ
เห็นคนที่เขาเคยไปเที่ยวเล่าให้ฟังว่าที่นั่นวิวชนบทสวยๆทั้งนั้น
วัน….เวลา…..ผ่านไปไม่หวลกลับ…มีแต่ความคิดคำนึง..ที่หวลกลับได้..จริงน่ะ
และก็วัน เวลาเท่านั้นที่ปะรอยเจ็บปวดได้……. ก็คิดถึงน่ะ แต่เห็นเงียบหายก็ไม่กล้าติดต่อคิดเอาเองว่าเราไร่ค่าในความติด ……….
เรา…………..เอง
โอ้โฮๆๆๆๆ”เจ้าคุณตุ๊ เพื่อนเก่า”(ตั้งแต่สมัยป.๓)ของเรานี่เอง นึกว่าใครซะอีกแฮะ
ดีใจๆๆๆๆๆจังเลยนะที่ได้ข่าว
แหม!ใครจะลืมเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากของเราได้เล่าแม่เพื่อนรักของเรียมเอ๋ย
คิดถึงนะคิดถึงมากๆๆๆเลย