Author Archives: รุ่งอรุณ ผลินธร
ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยของคุณยาย
ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านที่เป็นเจ้าของคลิปวีดีโอคุณยายขายก๋วยเตี๋ยวผัดด้วยนะคะที่นำคลิปออกมาเผยแพร่ทางYoutubeและขออนุญาตลิ้งค์เว็บให้ผู้อ่านท่านอื่นๆได้เข้าไปชมคลิปนี้ด้วยค่ะ
เชิญคลิ๊กไปที่นี่เลยค่ะ PLEASE CLICK HERE
ที่นำเรื่องราวในคลิปมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็เพราะทุกๆวันที่กลับถึงบ้าน….ผู้เขียนจะต้องคลิ๊กไปเฝ้าดูคลิปคุณยายอายุ91ปีผัดก๋วยเตี๋ยวขาย…. สำหรับบางคนแล้วอาจมองเห็นจนชินตาและอาจจะบอกว่าเป็นภาพธรรมดาทั่วไปที่แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่ไหนๆ….ก็ต้องผัดบริการให้ลูกค้าด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่สำหรับคุณยายในคลิปนี้ ผู้เขียนยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกผูกพันธ์กับคุณยายมากขึ้น แม้ไม่เคยรู้จักเห็นหน้าตาตัวจริงมาก่อนเลยก็ตาม
เรียกได้ว่าคุณยายกำลังเป็นนางเอกในดวงใจของผู้เขียนเลยล่ะค่ะ… เพราะคุณยายมีส่วนทำให้ผู้เขียนได้เห็นภาพหนึ่งซึ่งงดงามด้วยความหมายแห่งการต่อสู้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว..แม้ร่างกายจะบอบบางและความร่วงโรยของวัยจะทำให้คุณยายต้องทำงานช้าลง แต่น้ำเสียงยังบ่งบอกถึงพลังใจอันเข้มแข็งอันเด็ดเดี่ยวในการทำมาหากิน ด้วยอาชีพผัดก๋วยเตี๋ยวขาย….ซึ่งก็เป็นอาชีพที่สุจริตและน่าภาคภูมิใจมิใช่หรือ? ในเมื่อคุณยายไม่ได้ไปลักขโมยหรือแบมือขอเศษเงินของใครมาฟรีๆ….หากแต่คุณยายทำมาหากินอย่างสุดแรงกายและแรงใจ
รถเข็นคันน้อยๆเป็นที่ทำมาหากินสำหรับคุณยาย…จอดอยู่ข้างถนนสายหนึ่งที่พลุกพล่านและอึกทึกด้วยเสียงของรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาตลอด….เป็นภาพชีวิตที่มีสีสรรค์ตัดกันได้อย่างน่าทึ่ง….ชีวิตหนึ่งซึ่งกำลังร่วงโรยด้วยอายุแห่งวัยชรา…ยืนผัดก๋วยเตี๋ยวขายอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ…ค่อยๆบรรจงใส่เครื่องปรุงอย่างละนิดละหน่อย…ในขณะที่อีกหลายชีวิตในรถที่ขับเคลื่อนผ่านไปมา…ผู้เขียนเดาว่าน่าจะยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว เพราะความเร็วของรถบ่งบอกถึงความรีบเร่งรวดเร็วราวการพุ่งของลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศร….พวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครมีเวลามาใส่ใจรายละเอียดของก๋วยเตี๋ยวผัดข้างทาง…(ขอขอบคุณค่ะที่ไม่ขับเฉี่ยวรถเข็นของคุณยายให้หวาดเสียว…)
ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่มีภาชนะใส่เครื่องปรุงไม่กี่อย่าง…..เป็นสูตรอาหารไทยที่สามารถทำให้คุณยายมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างน่าภูมิใจ…ป่านนี้คุณยายอาจจะยังคงมุ่งมั่นผัดก๋วยเตี๋ยวขายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ….แล้วคุณล่ะคะมองเห็นภาพสะท้อนชีวิตบางอย่างในภาพนี้อย่างไรบ้าง?
ผู้เขียนอยากบอกผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวซึ่งกำลังท้อแท้เรื่องการต่อสู้ชีวิต หรือการหางานทำล่ะก็…ขอให้มาดูคลิปของคุณยายท่านนี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองนะคะ…และขอร้องว่าอย่าเพิ่งคิดสั้นกับการมีชีวิตอยู่…เพราะหนทางข้างหน้าของคุณยังอีกยาวไกล….วันเวลาในชีวิตของคุณยังมีอยู่อีกมากมาย…บางทีคุณอาจจะเปลี่ยนจากการร้องไห้ในวันนี้..ให้เป็นเสียงหัวเราะในวันหน้าก็ได้…
ดูตัวอย่างคุณยายที่ขายก๋วยเตี๋ยวสิคะ..อายุเกือบจะถึงหลักร้อยอยู่แล้ว คุณยายยังไม่ยอมพ่ายแพ้กับอายุและวัยของตัวเองเลย….แกยังคงขยันทำมาหากินเพื่อเลี้ยงตัวเอง…และดูมีความสุขกับการผัดก๋วยเตี๋ยวบริการให้ลูกค้า….งานปรุงอาหารบนรถเข็นเล็กๆข้างถนน..แต่เปี่ยมด้วยความสุขและความพอใจในสภาพของตัวเอง…ก็เพราะคุณยายมีพลังใจที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้….สู้เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป…นานเท่าที่พระเจ้าทรงกำหนดเวลามาให้…ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือวัย..แต่ขึ้นอยู่กับใจของคุณเองเท่านั้นค่ะ….ว่าพร้อมจะสู้กับปัญหาชีวิตได้มากน้อยเพียงไร…
บันทึกแห่งเดือน
ในที่สุดการเดินทางของเดือนมีนาคมก็มาถึง….เดือนที่สามของปีแล้วสินะ…รวดเร็วเหลือเกินหนอเวลา…ดูเชื่องช้าน่าเบื่อหน่ายสำหรับบางคน..แต่เผลอหน่อยเดียวผ่านไปแล้วเดือนกุมภาพันธ์…เฮ้อ…นี่แหละหนอชีวิตคนเรา…สรุปเหตุการณ์เดือนที่ผ่านมาดีกว่า..
เริ่มจากโครงการณ์ที่ผู้เขียนเพิ่งจัดตั้งอย่างใหม่เอี่ยมเปิดรวบรวมกลุ่มคนที่รักการปลูกต้นไม้ (ส่วนคนที่ชอบกินป่าไม้และตัดไม้เถื่อนขายนั้นกรุณาไปยืนรอชิดขวาหน้าประตูทางเข้าเรือนจำ รอจนกว่าท่านสัสดีจะเปิดประตูให้เข้านะคะ ) โครงการณ์นี้มีจุดประสงค์ง่ายๆไม่กี่อย่างคือเพื่อช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน…ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความเขียวร่มรื่นน่าอยู่…แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตรซึ่งกันและกัน….และเอิ้อเฟื้อต่อผู้ไร้บ้าน ด้วยการบริจาคแบ่งปันพืชพันธุ์ที่ปลูกในสวนครัวให้กับหน่วยงานการกุศลที่รับผิดชอบช่วยเหลือเพื่อนผู้ยากไร้เหล่านี้เพื่อนำเอาไปปรุงเป็นอาหารเลี้ยงเพื่อนๆเหล่านี้ …เมื่อพร้อมที่จะปฏิบัติแล้วก็ไม่มีอะไรมากค่ะ เริ่มจากแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ต่างๆที่มีให้กัน ถ้าใครไม่มีและไม่สามารถซื้อได้ พวกเพื่อนๆในกลุ่มก็จะแบ่งให้คนละนิดละหน่อยให้เอาไปปลูก แต่ต้องสัญญานะคะว่าจะแบ่งผักที่ปลูกเพื่อการกุศลด้วย หรือถ้าขายก็ต้องแบ่งเงินมาช่วยผู้คนที่เดือดร้อนหรือเอาไปบริจาคช่วยเหลือสัตว์ที่เร่ร่อน…คือไม่ใช่เอาเงินไปให้ยื่นให้น้องหมาแมวนะ แต่เอาไปซื้ออาหารมาเลี้ยงพวกเขาน่ะค่ะ และข้อสุดท้ายต้องเล่าประสพการณ์ที่เกี่ยวกับการทำสวนหรือเกี่ยวกับการช่วยเหลือต่างๆในปีนี้ให้เพื่อนร่วมโครงการณ์รับทราบเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสพการณ์กันด้วยค่ะ ..ที่สำคัญอย่าลืมเก็บเมล็ดพันธุ์ของปีนี้เอาไว้แลกเปลี่ยนกันด้วยนะคะ…หากใครสนใจและไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นยังไง..ติดต่อมาที่บล๊อคนี้เลย…แล้วผู้เขียนจะช่วยหาเมล็ดพันธุ์ส่งให้…แต่บอกก่อนนะว่าจะส่งให้ในปริมาณที่พอปลูกเฉพาะสวนขนาดเล็กๆแบบสวนครัวเท่านั้นค่ะ ….เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ของเรายังมีไม่มากนัก.และค่อนข้างจะจำกัดด้วย…แต่ก็ยินดีจะแบ่งให้ค่ะ…ขอเพียงแค่ส่งซองติดแสตมป์เขียนชื่อที่อยู่ของคุณมาด้วย…เท่านี้ก็เสร็จพิธีค่ะ…เมล็ดเหล่านี้จะแบ่งให้ไปปลูกฟรีคนละห้าชนิดก่อน….แต่ถ้าหากมีสมาชิกคนอื่นบริจาคเข้ามาเพิ่ม..ก็จะได้จำนวนชนิดเมล็ดพันธุ์เพิ่มไปเรื่อยๆ หรือใครอยากแลกเปลี่ยนก็บอกมาเลยค่ะ พร้อมจะรับฟัง…รับทราบ..รับบริจาค..(แต่ไม่รับไปตามทวงหนี้และไม่รับใช้หนี้ให้เท่านั้น) หากเกินมีนาคมไปแล้ว ปิดการแจกฟรี ต้องรอจนถึงปีหน้าค่ะ… เพราะต้องใช้เวลารวบรวมเมล็ดพันธุ์จากเพื่อนๆสมาชิกอีกครั้ง….หวังว่าทุกท่านเข้าใจตามขั้นตอนที่บอกมานะคะ…
ก่อนสรุปรายงานเดือนนี้..ปกติผู้เขียนไม่ชอบที่จะโพ้สรูปตัวเองออกทางอากาศสักเท่าไหร่….อายค่ะ…เพราะความที่หน้าแหลมนี่แหละ..แต่พอมีเสียงลุ้นเข้ามาหนักๆ.. ก็เลยคิดว่าเอาล่ะ(วะ)โพ้สกับเค้าบางก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก..ที่ไหนได้ มีเพื่อนๆสงสัยถามเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของผู้เขียนที่เห็นในรูปทางเฟรซบุ๊ค บางคนถามมาทางอีเมล์ บางคนโพ้สในไทม์ไลน์ว่าใช่ตัวจริงเสียงจริงของผู้เขียนหรือเปล่า?….แหม..แตกตื่นกันปานประหนึ่งได้ยลโฉมนางงามจักรวาลยังแหละ…เฮ้อ…ถ้าสวยขนาดนั้นจริงๆล่ะก็ ผู้เขียนไปประกวดนางงามงานวัดนานแล้วค่ะ…
ขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่าใช่ค่ะ..ใช่รูปของผู้เขียนจริงๆ…เรื่องที่จะไปเอารูปคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองมาลงนั้น รับรองว่าไม่มีอยู่ในความคิดของผู้เขียนเด็ดขาด…ผู้เขียนไม่ใช่พวกคนลวงโลกและไม่ใช่คนที่ชอบหลอกลวงตัวเอง…พ่อแม่ให้หน้าตามาอย่างไรก็รักษาไว้ตามนั้น ไม่เคยคิดไปแต่งเติมอะไรให้สวยกว่าเดิมหรือขี้เหร่กว่าเดิม…ผู้เขียนพอใจและภูมิใจกับสิ่งที่พ่อแม่ให้มา…และมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะไปแอบอ้างเอารูปคนอื่นมาเป็นรูปตัวเอง…เพราะความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ทุจริตทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่น..ยิ่งหากวันใดที่เจ้าของรูปตัวจริงมาเห็นเข้าล่ะก็….จะเอาปี๊บที่ไหนมาคลุมหัวได้ทันล่ะคะ? ….เพราะฉะนั้นขอปิดท้ายสักนิดว่า..
ฉันเป็นฉันเองอย่างที่เธอเห็น..
ไม่ซ่อนเร้นเลศนัยให้ฉงน
ชอบไม่ชอบก็แล้วแต่ศรัทธาคน
เพราะตัวตนที่เธอเห็นเป็นฉันเอง….
แด่คุณด้วยความรัก…
กุมภาพันธ์เดือนแห่งความรัก…
คุณเคยมีความรักไหม? คุณเคยรักใครหรือเปล่า? คุณเคยถูกใครรักแต่คุณไม่เคยรักเขาหรือเปล่า? หรือคุณรักเขา แต่เขาไม่เคยรักคุณใช่ไหม? ความรักของคุณสีอะไร? เหล่านี้เป็นคำถามที่ดูหวานซึ้ง…ประหนึ่งกระโดดออกมาจากนิยายโรแมนติคของนักประพันธ์ชื่อดังทั้งหลาย….แต่แท้จริงแล้วในโลกแห่งความรักมีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่มากมายกว่านิยายที่เขียน….
แน่นอนค่ะ….ความรักคือสิ่งที่บริสุทธิ์และงดงามในความหมาย…เพราะความรักมีพลังและพลานุภาพที่ยิ่งใหญ่…ความรักคือความกล้าหาญ..กล้าที่จะทำเพื่อสิ่งที่เรารัก…แม้หากจะต้องฝ่าพงดงหนามที่แหลมคม…ความรักก็ไม่เคยหวาดหวั่น..ความรักเท่านั้นที่จะทำได้…ความรักไม่ใช่แค่ความรู้สึกของหนุ่มสาวแรกพบแล้วถูกตาต้องใจเท่านั้น..เพราะบางครั้งคนที่ให้ความรักและคนที่ถูกรักกลับไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ…เช่นความรักของหลายวีรบุรุษและวีรสตรีที่เคยพลีชีวิตอุทิศให้แผ่นดินเพื่อให้คนรุ่นหลังได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข..หากไม่ใช่เพราะความรัก…คุณตอบได้ไหมว่าท่านผู้กล้าหาญเหล่านั้นยอมเอาชีวิตตัวเองเสียสละเพื่ออะไร?
ความรักหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ตลอดกาลและมิอาจหารักไหนในโลกมาเทียบได้เลย…นั่นคือความรักของพ่อกับแม่…รักที่ให้ลูกด้วยความทะนุถนอม…และบริสุทธิ์ใจ… รักที่พร้อมจะให้และไม่เคยหวังสิ่งใดกลับคืนมาเลย…แม้แต่จะถามลูกว่า”ลูกรักพ่อกับแม่บ้างไหม?” ก็ยังไม่กล้าถามทวง…พ่อแม่รู้เพียงว่า….ลูกคือลมหายใจ..คือความหมาย…คือทุกสิ่งทุกอย่าง…ที่เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตของพ่อกับแม่….
ในบางครั้งมีบ้างไหม….ที่คุณเคยรักใครสักคน..แต่กลับไม่เคยได้บอกให้เขารู้ตลอดชีวิต…เก็บความรักนั้นไว้อย่างมิดชิดและปิดเงียบนิ่งสนิทอยู่กับความทรงจำและกาลเวลา เพราะความรักไม่จำเป็นต้องประกาศให้คนทั้งหลายรู้ ในเมื่อมันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของโลกที่จะต้องจารึกไว้ หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ของหัวใจที่ต้องจารึกไว้ในความเป็นส่วนตัวเท่านั้น…เคยถามตัวเองว่าผิดไหมที่ไม่เคยบอกเขา?…จนกระทั่งวันสุดท้ายที่เขาจากโลกนี้ไป เขาก็ยังไม่เคยมีโอกาสรับรู้ว่าเราเคยรัก..และยังรักอยู่อย่างนี้ตลอดไปตราบนานเท่านาน…เพราะเมื่อรักแล้ว…ต้องปล่อยให้ความรักมีอิสระและเติบโตอย่างงดงาม…ไม่ว่าคนที่เรารักจะยังอยู่ในโลกนี้หรือไม่ก็ตาม..รักนั้นจึงจะเป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร….
ความรักต้องไม่ถูกกักขัง เพราะความรักไม่ใช่นักโทษ…ไม่เคยมีความผิดในตัวของมันเอง…ในโลกแห่งความรักจึงไม่มีกฏหมายเพื่อใช้บังคับให้อยู่ในกฏระเบียบ อาณาจักรของความรักก็ไม่เคยมีพรหมแดนขีดกั้น….เพราะทุกคนในโลกมีสิทธิ์ในความรักอย่างเสมอภาค…เมื่อใดก็ตามที่เราคิดจะยึดครองให้ความรักเป็นของเราคนเดียว…ขอให้รู้เถิดว่านั่นไม่ใช่ความรัก…หากแต่เป็นความหลงต่างหาก..ความหลงมักลวงผู้คนให้หลงทางและพลัดพรากจากความรักอย่างน่าเสียดาย…
หากคุณมีความรัก..ขอจงเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และเป็นอมตะอยู่ในหัวใจของคุณตลอดกาลนะคะ…ขอให้สุขสันต์ในเดือนแห่งความรักทุกคนค่ะ…
ประเด็นร้อน
ระยะสองสามวันมานี้ มีเหตุการณ์ในบ้านให้เกิดการถกเถียงกันด้วยประเด็นร้อนฉ่าๆยิ่งกว่าผัดผักบุ้งไฟแดง นั่นคือ…
“เจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลบุกเข้ายึดพื้นที่ของส้มตำ ควรตัดสินกรณีพิพาทนี้อย่างไร?” คู่กรณีแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายชายในบ้านทั้งสองคนผนึกกำลังเข้าข้างหนูส้มตำและฝ่ายเจ้าหญิงหรือ”ยัยหญิง”กับผู้เขียน ส่วนน้องแมวสองตัวไม่สนับสนุนฝ่ายไหนขออยู่แบบเป็นกลางเหมือนประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จ้องอยู่อย่างเดียวว่าฝ่ายไหนเสริฟอาหารมา ก็จะรับหมดไม่เกี่ยงทั้งนั้น เหมือนธนาคารที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์พร้อมรับเงินฝากทุกสกุลทั้งฝ่ายประเทศเสรีทุนนิยมและฝ่ายสังคมนิยมคอมมูนิสต์
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าหลังจากที่ผู้เขียนพยายามใส่เสื้อกันหนาวให้ยัยหญิงเป็นครั้งที่แปดร้อยห้าสิบกว่าๆ ก็ต้องยกเลิกความพยายามชั่วคราว เพราะไม่ว่าจะทำยังไงยัยหญิงจะต้องหาวิธีให้เสื้อหลุดออกไปจากตัวให้ได้ หมาอะไร(วะ)ชอบนุ่งลมห่มฟ้าเป็นอาจิณ หนาวแสนหนาวยังไง ยัยหญิงต้องสลัดเสื้อผ้าที่ใส่ให้อย่างไม่แยแส เอาล่ะเหนื่อยจนซี่โครงบานกับเจ้าบีเกิ้ลจอมดื้อตัวนี้แล้ว ต้องพักสักหน่อย กะว่าจะหาวิธีอื่นมาลองใหม่ คืนนั้นหนาวมาก ยัยหญิงกับส้มตำมีกรงนอนคนละกรง ถึงแม้เป็นกรงแต่ก็สามารถเปิดประตูไปมาหากันได้ตลอด ทั้งสองมีที่รองนอนอย่างครบถ้วนกันความหนาว แต่พอเช้าขึ้นเหตุการณ์ปะทุขึ้นทันทีเมื่อหนุ่มฝรั่งในบ้านเห็นเจ้าหญิงเข้าไปยึดด้านในสุดของกรงของส้มตำ โดยยัยหญิงปล่อยกรงตัวเองทิ้งไว้ชั่วคราวหรือทิ้งแบบถาวรก็ไม่ได้ระบุเจตนารมณ์ ส่วนส้มตำก็ทำหน้าที่ต้อนรับโดยไม่ขับไล่เจ้าหญิงแต่ประการใด แถมตัวเจ้าส้มตำนอนกั้นข้างหน้ากรงเพิ่มความอุ่นให้ยัยหญิงนอนหลับอย่างอบอุ่นในคืนที่หนาวเย็นยะเยือก ทุกอย่างไม่น่าเป็นปัญหา แต่ทว่าทั้งสองชายไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าหญิงเข้าไปยึดพื้นที่ของส้มตำอย่างเงียบเชียบ การเจรจาในบ้านจึงเริ่มตรึงเครียด…และเครียดมากขึ้นเมื่อหนุ่มฝรั่งยื่นขอเสนอแกมบังคับ
“เธอต้องไปจัดการให้เจ้าหญิงกลับมานอนที่กรงเดิมให้ได้ เพราะไม่งั้นส้มตำจะไม่มีที่นอนเป็นของตัวเอง” เสียงชายใหญ่ในบ้านโหวกเหวกในตอนเช้ามืดที่เหน็บหนาว ปลุกทุกคนใบบ้านตื่นมาเครียดกับเหตุการณ์ แถมคนข้างบ้านก็ต้องตื่นด้วย โชคดีที่ไม่มีก้อนหินบินมาลงหลังคาบ้าน เพื่อต้อนรับอรุณรุ่ง
“หยกก็เห็นด้วยนะ เจ้าหญิงชอบเอาเปรียบส้มตำประจำเลย” ชายน้อยในบ้านเสริมขึ้น ทั้งๆยังง่วงงัวเงีย ขี้ตายังติดกรังอยู่เลย
“ในเมื่อส้มตำยินยอมให้ยัยหญิงเข้าไปพักเอง จะให้ฉันทำไงล่ะ? แล้วก็ไม่แปลกอะไรตรงไหนนี่ ใครจะนอนกรงไหนก็ตามสะดวกสิ เธอสองคนจะมาเดือดร้อนอะไรกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ”
“ไม่ได้นะ เธอน่ะตามใจเจ้าบีเกิ้ลซะเคยตัว ดูสิเดี๋ยวนี้เจ้าหมาตัวนี้ไม่ฟังใครเลยนอกจากเธอคนเดียว บางทีฉันเรียกไม่รู้กี่สิบครั้ง ยังทำเป็นยืนเฉยไม่รู้ไม่ชี้และไม่มาตามที่ฉันสั่ง” ชายใหญ่ยังไม่มีทีท่ายุติข้อขัดแย้ง
“ฉันไม่ได้ตามใจใครมากกว่าใคร ฉันก็รักหมาแมวทุกตัวเท่าๆกันนั่นแหละ เธอก็รู้อยู่แก่ใจ ทำไมจะต้องมากล่าวหากันด้วย? อย่าลืมสิเจ้าหญิงอายุยังน้อยกว่าใคร แถมขนก็สั้นกว่าส้มตำ เวลาหนาวก็ต้องรู้สึกหนาวกว่า แค่หมาเปลี่ยนกรงนอนแค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่”
“แต่เจ้าหญิงของเธออ้วนกลมจนจะเป็นหมูน้อยอยู่แล้ว หนาวแค่นี้ทำไมจะทนไม่ได้?” ชายใหญ่ตั้งปุจฉาที่น่ากวนประสาท โดยเฉพาะคำว่า”หมูน้อย”ที่เขาใช้เรียกแทนตัวยัยหญิง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าระดับอุณหภูมิของอารมณ์ร้อนฉ่าทันที
“จริงด้วย เจ้าหญิงอ้วนจนจะวิ่งไม่ไหวอยู่แล้ว” ชายเล็กแหลมเข้ามาสนับสนุนชายใหญ่ โห…ดูสิทั้งสองชายเล่นช่วยกันรุมเลยนี่หว่า
“เรากำลังพูดถึงเรื่องหมา ห้ามเอาเรื่องหมู หรือคำว่าหมูเข้ามายุ่งได้ไหม? แล้วก็พูดทีละคน ไม่ต้องมาตั้งวงคอรัสประสานเสียง ฉันฟังได้ทีละคน ถ้าพูดปนกัน ฉันจะฟังแบบผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาและไม่ได้ยิน” ผู้เขียนเริ่มเดือดจัด
“เธอต้องยอมรับความจริงสิว่าเจ้าหมูบีเกิ้ล โอ้..ขอโทษ!เจ้าหมาบีเกิ้ลตัวนี้ชอบทำอะไรตามใจตัวเองตลอด บางทีก็แย่งอาหารของส้มตำ บางทีก็ขู่แมวทั้งสองตัว เวลาให้อะไรก็รีบเอาของตัวเองไปซ่อนก่อน แล้วมาแย่งของส้มตำกินจนหมด ถึงค่อยไปคาบเอาของตัวเองออกจากที่ซ่อนนอนกิน อย่างสบายอารมณ์ ฉันเห็นมากับตาหลายหน ไงๆเธอก็ต้องจัดการฝึกอบรมเจ้าบีเกิ้ลตัวนี้ให้ได้ นิสัยเกเร ฉลาดแกมโกงแบบนี้ฉันไม่ชอบ” ชายใหญ่ร่ายยาว
“แล้วเธอจะให้เจ้าหญิงฉลาดแกมโง่หรือไง เธอถึงจะชอบ?”
เมื่อต่างฝ่ายต่างหาข้อยุติไม่ได้ จึงต้องแบ่งฝ่ายอย่างที่เกริ่นมาข้างต้นนั่นแหละค่ะ
ฝ่ายเจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลแม้มีกำลังน้อยกว่า แต่เข้ายึดฐานเสบียงอาหารไว้ได้ก่อน จึงได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม เราทั้งสองกินอาหารกันเต็มอิ่มตลอดวัน เพราะถือคติในการทำศึกว่า”กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ฉะนั้นการเจรจาสงบศึกจึงมีขึ้นในช่วงอาหารมื้อค่ำ เพราะฝ่ายสนับสนุนเจ้าส้มตำทนนั่งกลืนน้ำเปล่าแกล้มกับอากาศมาตลอดวันแล้ว และไม่สามารถทนได้อีกต่อไป สรุปก็คือเจ้าหญิงเดอะบีเกิ้ลมีสิทธ์อันชอบธรรมที่จะเลือกนอนกรงไหนก็ได้ แล้วแต่ความพอใจและสมัครใจ โดยที่ชายหนุ่มทั้งสองสัญญาจะไม่ปริปากบ่นพร่ำอะไรอีกเด็ดขาด…สาธุ
ต้อนรับปีมังกรทองคะนองน้ำ
ขอปรับเปลี่ยนฉากใหม่ในปีมังกรทองคะนองน้ำ…ปีนี้เป็นปีน้ำ ก็เลยจัดฉากเป็นแบบใต้น้ำค่ะ หวังว่าคงเป็นปีน้ำที่ชุ่มฉ่ำด้วยความสุขทั้งกายใจสำหรับทุกๆคนนะคะ แต่มีหลายคนบ่นมาข้ามทวีปมาถึงผู้เขียนว่า”ขนาดปีที่ผ่านมาไม่ใช่ปีน้ำ ก็เกือบทำให้เป็นโรคกลัวน้ำอยู่แล้วนะ(โว้ย) คิดดูสิต้องตะเกียกตะกายหนีน้ำท่วมกันโกลาหลแค่ไหน? ยิ่งปีนี้เป็นปีน้ำ คราวนี้คงต้องแอบเกาะใต้ท้องยานอวกาศของนาซ่า ไปอาศัยอยู่ที่ดาวอังคารซะแล้วมั้ง?” เอาน่า…ทำใจดีๆมองอะไรให้เป็นบวกไว้ก่อนดีกว่า เพราะความคิดติดลบมันจะทำให้กำลังใจถดถอยไปซะก่อนที่จะสู้ ต้องสู้สิจ๊ะ…แพ้หรือชนะค่อยว่ากันอีกที…..ดีกว่าไม่ทันสู้เลยยอมยกธงขาวซะแล้ว
อ่านคำทำนายของโหรดังๆทั้งหลายที่วิเคราะห์วิจารณ์อะไรต่ออะไรมากมายที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ บางโหรทำนายตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีไม่มีดีสักวัน อะไรมันจะเลวร้ายขนาดนั้นเลยหรือคะคุณพี่โหร? เส้นกราฟยังมีขึ้นมีลง หุ้น สต๊อคก็ยังมีตกมีขึ้น มีฝนตกยังมีแดดออก แล้วไฉนเลยปีทั้งปีพี่ท่านจะหาวันดีๆไม่ได้สักวัน? หากถามว่าแล้วเชื่อไหมล่ะ? ไม่เชื่อก็อย่าหลบหลู่นะ ก็อยากตอบว่าไม่เคยคิดหลบหลู่ แต่ก็ไม่อยากรู้แต่ในเรื่องร้ายๆด้านเดียว อยากรู้ในเรื่องดีๆที่มีความหวังเป็นกำลังใจในชีวิตบ้าง จะไม่มีให้หวังบ้างเชียวหรือ? เพราะในโลกนี้ แต่ละวันชีวิตคนเราก็วุ่นวายสับสนอลหม่านพออยู่แล้ว เครียดกันทั้งโลกเพราะพิษเศรษฐกิจ และมลพิษต่างๆในสิ่งแวดล้อมก็แทบจะซื้ออากาศมาหายใจกันอยู่แล้ว ขอรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ้างเถอะน่า….หรือว่าโลกจะเลวร้ายจนถึงขนาดว่าต้องไปซื้อรอยยิ้มมาติดหน้ากันแล้ว?
ปีนี้แม้เป็นปีน้ำ แต่ก็ขอให้ใช้น้ำกันอย่างประหยัดด้วยนะคะ เท่านั้นยังไม่พอ ต้องขอให้ช่วยกันรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดด้วยค่ะ อย่ามักง่ายทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลทั้งหลายลงน้ำ เพราะน้ำคือศูนย์รวมทุกอย่างของชีวิตทั้งหลายในโลก รวมทั้งพืชและสัตว์นานาชนิด นับตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต มีใครสักคนไหมคะที่จะบอกว่าตลอดชีวิตฉันไม่เคยใช้น้ำเลยแม้แต่หยดเดียว? เช้าตื่นขึ้นมาก็อ้าปากงับกินอากาศแทนอาหาร ตักอากาศมาอาบแทนน้ำ เป็นกิจวัตรวนเวียนมาตลอดชีวิต?
แต่บางคนก็เกินไปอีกแหละที่ทะนุถนอมน้ำทุกหยด…ไม่กล้าใช้น้ำมาอาบชำระล้างร่างกาย เพราะกลัวเปลืองน้ำ ปรากฎว่าขี้ไคลที่ท่านสะสมไว้นั้นปั้นตัวแมวน้ำได้เป็นฝูงเลย แถมกลิ่นตัวที่ทำให้ทุกคนต้องวิ่งกระเจิงอีกต่างหาก….วันดีคืนดีถ้าท่านผู้ใดพบเห็นคนประเภทนี้ออกมาเดินเพ่นพล่านล่ะก็ กรุณาช่วยกันจับตัวโยนลงน้ำด้วยนะคะ จะได้บุญและกุศลอันยิ่งใหญ่เชียวล่ะค่ะ หนักใจอยู่อย่างเดียวว่าปลาในน้ำนั้นอาจจะขาดออกซิเจนหายใจซะก่อนนะสิคะ…
ตอนที่ผู้เขียนยังเด็ก…จำได้ว่าเกือบจะได้เดินทางไปเกิดใหม่ ก็เพราะน้ำ…เนื่องจากว่าตอนนั้นยังว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็ชอบแอบไปเล่นน้ำกับกลุ่มเพื่อนเด็กๆด้วยกันที่เขาว่ายน้ำเป็นแล้ว….ยิ่งพ่อกับแม่ห้าม…ก็ยิ่งอยากไปลอง…เลยเกือบจะจมน้ำอยู่รอมร่อ..เพราะเหยียบก้อนหินลื่นอยู่ใต้น้ำ เลยเสียหลักหน้าหงายไปข้างหลัง กำลังจะจมวูบไปใต้น้ำ…. แต่โชคดีที่เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดี รีบยื่นมือมาให้เกาะ แล้วดึงตัวผู้เขียนให้ทรงตัวได้ในนาทีที่ผู้เขียนกำลังจะจม…ชื่อของเพื่อนรุ่นน้องคนนั้นยังติดตรึงในความทรงจำไม่รู้ลืม “น้องเขียด” หรือ “น้องจินตนา เวียนไผ่” ป่านนี้อยู่ที่ไหนหนอ? หากมาอ่านเจอบล๊อคนี้ล่ะก็….ขอให้รับรู้ด้วยนะว่าพี่อ้อยไม่เคยลืมเหตุการณ์ในวันนั้นเลย…ไม่เคยลืมมือที่ช่วยชีวิตของพี่ในวันนั้น…และเป็นเหตุให้พี่ต้องหัดว่ายน้ำจนเป็นในทุกวันนี้….คิดถึงเสมอนะจ๊ะน้องเขียด…
ปีแห่งน้ำ…ก็เลยเตลิดเขียนไปเรื่อยๆตามน้ำ เพราะในชีวิตมีอะไรมากมายหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับน้ำ รวมทั้งเป็นคนที่เกิดในเดือนน้ำอีกต่างหาก…ก็เลยเป็นคนที่รักที่จะอยู่ใกล้ๆกับน้ำ….ชอบมองน้ำ…ชอบว่ายน้ำ…ชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับน้ำ….(แต่เกลียดอยู่อย่างเดียวคือน้ำ… ที่เป็นน้ำลายของพวกนักการเมือง….เพราะน้ำลายของคนเหล่านี้มีพิษในระดับสูงปรี๊ดที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแข่งขันและฉกฉวยโอกาสของผู้คนในสังคม) รู้สึกเศร้าใจทุกครั้งที่เห็นแหล่งน้ำหลายๆแห่งถูกมนุษย์ทำลายด้วยการทิ้งขยะให้น้ำเน่าเสีย….จนแทบจะหมดแหล่งน้ำที่สะอาดในโลกนี้อยู่แล้ว….
เพราะฉะนั้นปีแห่งน้ำปีนี้…ขอจงเป็นปีที่ทุกคนช่วยกันรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดด้วยนะคะ…..ไชโย..ขอต้อนรับปีน้ำ..ปีมังกรทองแห่งความสุข….
ปีใหม่ของเพื่อนผู้เดียวดาย…
นาทีแห่งการจากลาปี2554กำลังจะมาถึง…หลายๆคนเริ่มต้นการCount downกันแล้ว เพื่อลุ้นการมาถึงของปี 2555 ให้มาถึงเร็วๆ แต่ยังมีผู้คนที่ยากไร้อีกหลายล้านคน ไม่มีกะจิตกะใจจะรับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่เค้าท์อะไรทั้งนั้นไม่ว่าดาวหรือเดือน เพราะแค่เค้าท์จำนวนตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ของปีเก่าที่กำลังจะผลิบานสลอนให้เชยชมทันทีในวันใหม่เดือนใหม่และปีใหม่ ก็พาลจะหมดแรงเค้าท์แล้ว….
พูดถึงของขวัญปีใหม่….เศรษฐีทั้งหลายสามารถใช้เงินเนรมิตรบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายที่เขาปรารถนาให้ได้แค่ในพริบตาเดียว รถเก๋งคันใหม่เอี่ยม…คอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด…แหวนเพชรเม็ดเท่าไข่ห่าน….หรือว่าอยากได้เสื้อผ้าราคาแพงระยับด้วยฝีมือดีไซด์เน่อร์ระดับแนวหน้าสุดในวงการแฟชั่น? ที่พอใส่เข้าไปแล้วดูเหมือนเพิ่งกลับมาจากการห้ามหมากัดกันเพราะชายผ้าดูขาดรุ่งๆริ่งๆ เหมือนวิ่งหนีหมาด้วย แต่ไม่พ้นเลยโดนหมางับชายผ้าเข้าให้ จึงเป็นที่มาของตำนานการดีไซด์แฟชั่นประหลาดๆราคาแพงลิบ หรือว่าอยากๆได้อะไรล่ะว่ามาเลย…เงินฟ่อนในมือเศรษฐีพร้อมที่จะแลกมาได้ทันที….แต่บรรดาขอทานและผู้เร่ร่อนไร้บ้านทั้งหลาย ต่อให้พวกเขาพริบตาเป็นพันๆครั้งก็ยังเห็นเพียงความว่างเปล่าที่อ้างว้างอย่างจับใจ….หาแค่เศษอาหารจะกรอกเพียงครึ่งกระเพาะเพื่อประทังชีวิตอยู่ให้ผ่านพ้นไปแต่ละวันก็แทบจะเลือดตากระเด็นอยู่แล้ว……
ในนาทีที่เศรษฐีเปิดแชมเปญฉลองรับขวัญวันปีใหม่อยู่ในคฤหาสน์หรูๆอย่างสุขสราญใจท่ามกลางสมาชิกครอบครัวและญาติมิตรเพื่อนฝูงพร้อมหน้า….แต่ขอทานผู้ดายเดียวกำลังเดินเร่ร่อนไปตามถนนทุกตรอกและซอกซอย หาก็อกน้ำประปาข้างถนนเปิดใส่ปากเพื่อดับความกระหายหลังจากการเดินทางอันไร้จุดหมายที่แสนเหนื่อยล้ามาตลอดวัน….และพยายามใช้อุ้งมือทั้งสองกอบน้ำจากก๊อกล้างรอยคราบฝุ่นควันและเหงื่อไคลปนกันเป็นคราบดำตามเสื้อผ้าและร่างกาย..อย่างน้อยความเย็นฉ่ำของน้ำก็ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยให้สดชื่นขึ้นได้บ้าง…แม้สักนิดก็ยังดี…
ในขณะที่หลายๆคนกำลังเฮฮามองฟ้าเค้าท์ดาวน์นับนาทีไล่ปีเก่า….แต่จะมีใครสักกี่คนหนอ? ที่พร้อมจะแบ่งปันรอยยิ้ม…ความสนุกสนานเหล่านั้น…ความคิดถึงและความห่วงใยให้กับเพื่อนมนุษย์อีกหลายๆคนที่กำลังนั่งเหม่อลอยมองฟ้าอย่างไร้ความหวังข้างถนน…. ใต้สะพานลอย….หรือสถานีโดยสารขนส่งในเมืองใหญ่ๆ…พวกเขาเหล่านั้นยังมองไม่เห็นแม้แต่แสงดาวที่จะส่องสว่างนำทางให้เดินต่อไปในคืนจากลาปีเก่าเพื่อไปก้าวสู่เช้าวันปีใหม่…..
ปีเก่า หรือปีใหม่…ชีวิตเหล่านี้ก็ยังโดดเดี่ยวเดียวดายและถูกมองอย่างไร้ความหมายเหมือนเดิม….
โอ้…เจ้านกขมิ้นน้อย…เจ้าเหนื่อยอ่อนร่อนเร่..ร้างรวงรัง….อยู่กับความหวังที่เคว้งคว้างเลือนร้างไกล………ปีเก่าหรือปีใหม่ ชีวิตก็ยังยากไร้ไม่เปลี่ยนแปลง….
ไดอารี่ที่รัก
หลังจากหมกตัวอยู่กับกองหนังสือทำรายงานอย่างชนิดที่เรียกว่าลืมเวลา ลืมทุกอย่าง และเลยเถิดจนกระทั่งลืมแม้กระทั่งชื่ออาจารย์ที่จะต้องเอารายงานไปส่งอีกด้วย (อะแอ้ม… เจ้าหน้าที่การเงินที่รัก… ตัวเลขบนเช็คที่ต้องจ่ายให้ผู้เขียนนั้น ยังไม่ลืมนะ เพราะฉะนั้นอย่าฉวยโอกาสเขียนจำนวนให้ผิดและน้อยลงเหมือนคราวก่อนล่ะ) เพิ่งได้โอกาสทำความสะอาดที่นอนให้เจ้าหมาแมวที่บ้าน …เจ้าหญิงครางหงิงๆหงังๆ เพราะถูกดึงตัวอ้วนๆกลมๆออกมาจากที่นอนอุ่นๆที่กำลังหลับสบายๆ ส่วนเจ้าส้มตำไม่พูดไม่ร้องไม่อะไรทั้งนั้น แต่นั่งฉี่ราดให้เห็นๆเลย แถมทำปากแบบยิ้มหวานๆอีกด้วย เลยได้ออกกำลังกันอุตลุต เพราะเจ้าส้มตำไม่ยอมออกจากที่นอนที่เปียกโชก…มันอะไรกันนักหนาล่ะเนี่ย? แต่ละตัวปรับเปลี่ยนนิสัยเป็นหมาในเมืองไปหมดแล้ว โดนความหนาวนิดๆหน่อยๆก็สะดุ้ง ฮึ่ม..เดี๋ยวส่งไปโรงงานลูกชิ้นที่เวียตนามซะเลยเป็นไง? คงได้ลูกชิ้นตัวละหลายโลเชียว
เมื่อวานมีคนที่ไม่เคยรู้จักโทรศัพท์มาสามครั้ง ครั้งแรกพอรับสาย คุณท่านก็รัวลิ้นเหมือนข้าวตอกแตก ยังไม่ทันรู้เหนือรู้ใต้เลยว่าโทรมาทำไม? และเพื่ออะไร? จับใจความอย่างเดียวเรื่องทำประกันเกี่ยวกับรถ เอ๊ะ!รู้ได้ไง(วะ)ว่าผู้เขียนมีรถยี่ห้ออะไร? ดูเหมือนคุณเซลแมนท่านนั้นกำลัง”แตกฟอง” กับการพูดๆๆๆ ไม่เปิดโอกาสให้ถามไถ่อะไรทั้งนั้น ผู้เขียนเลยฉวยโอกาสวางโทรศัพท์ปล่อยให้แกพูดคนเดียวตามสบาย ส่วนตัวเองก็ขนผ้าลงไปใส่เครื่องซักข้างล่าง….และมัวแต่ยุ่งกับการปัดกวาดในห้องซักผ้า กว่าจะขึ้นมาข้างบน ก็ลืมไปเลยว่าวางโทรศัพท์ให้คุณเซลแมนพูดอยู่คนเดียวซะนาน ยกโทรศัพท์ฟังอีกที ท่านหายไปแล้ว..คงเมื่อยปาก หรือไม่ก็สายโทรศัพท์มอดไหม้ไปหมดแล้ว….
รายต่อมาผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ประสงค์จะให้ผู้เขียนบริจาคเงินช่วยกิจกรรมอะไรของเขาก็ไม่ชัดเจน แต่เลขจำนวนเงินกลับบอกชัดเจนและชัดแจ๋วเชียวล่ะ….รู้แต่ว่าเงินนั้นจะเอาไปทำกิจกรรมออกฉลากการกุศล…ผู้เขียนเลยนึกสนุกขึ้นมาบ้างบอกเขาว่าตอนนี้อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อรวบรวมเงินกลับมาช่วยคนไทยที่กำลังลำบากเรื่องที่อยู่อาศัยเพราะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศ คุณพอจะช่วยเหลืออะไรได้บ้างไหมล่ะ? ปรากฎว่าวางสายเงียบไปเลย..ไชโย…
ส่วนอีกรายโทรมาเพื่อขอให้สมัครสมาชิกรับหนังสือพิมพ์ที่ออกวางตลาดสัปดาห์ละฉบับ ตอบทันทีเลยว่าไม่ เพราะขี้เกียจอ่านแผ่นโฆษณาที่มีมากกกว่าแผ่นหนังสือพิมพ์ แถมเนื้อหาในเล่มก็มีแต่โฆษณาจนแทบจะหาที่ว่างสำหรับเนื้อหาอื่นๆไม่ได้เลย…ทำไมไม่ทำแคตตาล๊อคสินค้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยนะ? เฮ้อ…มีแต่โทรมาแบบให้จ่ายเงินทั้งนั้น ทำไมไม่โทรมาเพื่อให้ไปรับเงินบ้างก็ไม่รู้สิ…รำคาญจัง..แถมโทรมาทุกวันอีกด้วย..ขยันจัง
จบย่อๆแค่นี้ก่อนนะไดอารี่ เดี๋ยวมาเขียนต่อเพราะลืมไปว่าวันนี้ต้องเอารายงานไปให้อาจารย์ดูก่อนส่งแบบเป็นทางการจริงๆ…เกือบลืมอีกแล้วล่ะสิ…เฮ้อ..กลับมาหมกตัวกับรายงานต่ออีกแล้ว…เบื่อจัง คราวนี้จะไม่หัวเราะเสียงอิ..อิ..อิ แต่อยากจะร้องไห้..โฮ..โฮ..โฮ…มากกว่า(ว่ะ)
ชีวิตและความสุข Life and Happiness
“เรื่องสุนัข…สุนัข”
วันนี้ขอย้อนความหลังเล่าเรื่องก่อนที่”เจ้าหญิง เดอะบีเกิ้ล”จะมาอยู่กับพวกเรานั้น ผู้เขียนต้องใช้เวลาค้นหา”เพื่อนหมา”อยู่นานพอสมควร…เพราะตั้งแต่หมาตัวโปรด”เจ้าแบมบู”จากผู้เขียนไปแล้ว เจ้า”ส้มตำ”ตัวที่ยังเหลืออยู่ก็ดูท่าทางเหงาหงอยไปเหมือนกัน เพราะมันคงอยากมีเพื่อนหมาสำหรับปรับทุกข์รับฟังความคิดเห็นต่างๆตามประสาหมาๆของมันบ้างนอกเหนือไปจากการฟังนายหน้าแหลมบ่นให้ฟังทุกเรื่องและทุกวันจนมันรู้สึกว่าชาตินี้ไม่น่าเกิดมาเป็นหมาที่ชื่อส้มตำเลยวุ้ย กลุ้มใจอยากจะตายวันละหลายหน แต่นายสั่งมาว่าห้ามตายอย่างเด็ดขาด!
ผู้เขียนเริ่มค้นหาหมาพันธุ์ต่างๆที่เขาประกาศให้ฟรีทางหนังสือพิมพ์ก่อน ซึ่งก็มีมากมายหลายแบบให้เลือกตามใจชอบ แต่ผู้เขียนก็ยังไม่รู้สึกชอบตัวไหนเป็นพิเศษ เพราะไอ้ที่ชอบก็ไม่เห็นมีใครเขาประกาศให้ฟรีเลยคือใจจริงแล้วผู้เขียนอยากได้ลูกหมาป่าพันธุ์แท้น่ะค่ะ เอาไอ้ที่ดุๆและหน้าบึ้งๆหน่อยเพราะไม่ชอบหมาประเภททำตัวเป็นประชาสัมพันธ์ยิ้มแย้มจนลิ้นห้อยรอต้อนรับทุกคนที่เข้ามาในบ้าน เพราะนอกจากมันจะไม่ค่อยอยากเห่าแล้ว ยังทำท่าจะเสริฟอาหารว่างเลี้ยงต้อนรับคนแปลกหน้าอีกด้วยค่ะ
“เอามาทำไมวะหมาป่าน่ะ? ไม่มีใครเขาเลี้ยงกันหรอก กำลังจะเพี้ยนหรือไง?”เพื่อนคนไทยเก่าๆ(ใกล้ๆแก่)คนหนึ่งถาม
“ไม่เพี้ยนหรอกว่ะ แต่กำลังบ้าเลยล่ะ ก็ชอบน่ะถึงอยากได้ทำไมโยมจะต้องมีคำถามให้มากปัญหาซะเรื่อย?”
“เออ…เอาเถอะ…เอาเถอะ แล้วแต่พระเดชพระคุณก็แล้วกัน งั้นก็ไปหาจากป่ามาเลี้ยงสักสามฝูงเลยสิ”
นอกจากหมาป่าแล้ว ที่ถูกชะตารองลงมาคือหมาไทยแท้พันธุ์หลังอานนี่แหละค่ะ แต่ราคาของมันนี่สิคนซื้ออาจจะหลังอานยิ่งกว่าหมา เพราะแพงเห็นดาวระยิบระยับเลย เมื่อไม่สามารถเป็นเจ้าของหมาป่าและหมาไทยหลังอานได้ ก็ต้องหักเหเบี่ยงเบนความสนใจไปหาหมาพันธุ์อื่นๆ เพราะไงๆมันก็มีหัวใจและวิญญาณที่เป็นหมาเหมือนกัน เหล่ไปเหล่มาก็มาลงตัวที่พันธุ์บีเกิ้ลหมานักคิดชอบอิสระเสรีและมีโลกส่วนตัวอีกต่างหากเพราะครั้งหนึ่งตอนมาอยู่อเมริกาใหม่ๆเคยเลี้ยงเจ้าหมาบีเกิ้ลเพศเมียตัวหนึ่งชื่อเจ้า”แมงมุม”
โอ้โฮ!ท่านผู้อ่านคะ…เจ้าแมงมุมเนี่ยมันมีโลกส่วนตัวซะจนบางครั้งผู้เขียนนึกอยากจะจับมันส่งไปที่อำเภอท่าแร่ จังหวัดสกลนครให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนกัน เพราะค่อนข้างจะเป็นหมาที่ใจน้อยง่าย เอะอะอะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำท่าเหมือนน้อยใจ ไม่ยอมกินอาหารบ้างล่ะ ถ้าไม่มีผ้าห่มเก่าๆผืนโปรดวางใกล้ๆก็จะไม่ยอมนอน แถมหอนอย่างเศร้าสร้อยปิ่มปานว่าใจจะขาดรอน… พาไปนั่งรถเที่ยวก็ต้องแหลมมานั่งเบียดกันบนเบาะตัวเดียวกันอีกพยายามไล่ให้ไปนั่งเบาะหลังมันก็ไม่ยอม ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทำตาบ้องแบ๊วซื่อบื่อนั่งตื๊อไปเรื่อยๆซะงั้นแหละ ผู้เขียนก็เลยต้องขับรถไปด้วยเอาศอกกระทุ้งเจ้าแมงมุมให้ถอยออกไปด้วย กระทุ้งแรงไปนิดมันก็น้อยใจอีกแหละ เรียกว่าอารมณ์เจ้าแมงมุมเนี่ยอ่อนไหวเกินธรรมชาติของหมาไปสักหน่อยค่ะ แต่เราต่างเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานานหลายปี จนกระทั่งเจ้าบีเกิ้ลเพื่อนรักตัวนั้นตัดสินใจลาไปเกิดใหม่ทิ้งความเศร้าโศกให้ผู้เขียนพักใหญ่เชียวล่ะค่ะ เพราะไม่มีใครรู้ใจผู้เขียนเท่าเจ้าแมงมุม และไม่มีใครเข้าใจความช่างน้อยใจของเจ้าแมงมุมเท่าผู้เขียน
ตอนที่ยังอยู่รัฐSouth Dakotaผู้เขียนเคยไปเที่ยวฟาร์มเลี้ยงแกะของครอบครัวเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งรู้สึกทึ่งในความสามารถและความฉลาดของหมาสี่ห้าตัว(Sheep Dog)ของเขาที่มีหน้าที่คอยดูแลแกะ และคอยต้อนฝูงแกะให้เข้าแถวเรียงหนึ่งรอคิวการตัดขนแกะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถามเจ้าของเขาว่ามีวิธีการฝึกเจ้าหมาฝูงนี้อย่างไร? มันถึงฉลาดแสนรู้และแสนดีเหลือเกิน? เขาก็อ้อมๆแอ้มๆตอบแบบรวมๆไปว่าต้องใช้เวลาและความอดทนทั้งของคนและของหมา แต่ไม่ยอมบอกว่าครั้งแรกเลยเนี่ยจะต้องให้หมาทำอะไรบ้าง?มันถึงรู้ว่างานในหน้าที่ของมันคือต้องรับผิดชอบฝูงแกะให้ดีที่สุด เขาคงต้องมีวิธีของเขานั่นแหละค่ะ แต่ที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งเจ้าน้องหมาพวกนี้จะค่อนข้างเป็นหมาที่เงียบขรึม ไม่ค่อยเห่ามั่วเหมือนพันธุ์อื่นๆ จะเห่าก็เฉพาะที่จำเป็นต้องเห่า ส่วนนอกนั้นเจ้าหมาจะใช้สายตาสื่อสารกับแกะเป็นส่วนมากค่ะ อย่างเวลาที่เจ้าของเขาสั่งให้ไปต้อนแกะเข้าแถวเรียงหนึ่งเพื่อมาตัดขน เจ้าหมาก็จะวิ่งวนไปรอบๆฝูงแกะก่อน จากนั้นจะใช้วิธีการจ้องมองแกะ แล้วก็ไม่ทราบว่าทำไมพวกแกะมันถึงเข้าใจภาษาหมานะคะ? เพราะมันจะเดินเรียงหนึ่งทีละตัวเข้าแถวทันทียืนนิ่งๆรอจนกว่าจะถึงคิวของมัน ส่วนหมาที่ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการนั้นจะนั่งหมอบนิ่งอยู่ตรงทางเข้าเพื่อให้แน่ใจว่าแกะแต่ละตัวจะไม่แตกแถว ถ้าหากมีแกะตัวใดที่ไม่ค่อยมีความอดทนในการรอ ทำท่าหันทางโน้นทางนี้ล่ะก็ เจ้าหมาตัวนั้นจะคำรามเบาๆในลำคอซะก่อน แล้วส่งสายตาจ้องเขม็งไปที่แกะตัวนั้นคล้ายเตือนว่า”ยืนดีๆและนิ่งๆหน่อยสิ! ไม่งั้นเดี๋ยวถูกหมารูปหล่อๆงับนะ!”
ที่น่าประทับใจก็คือตราบใดที่เจ้าของยังตัดขนแกะไม่เสร็จ เจ้าหมาก็จะทำหน้าที่คอยคุมฝูงแกะ ให้เข้าแถวรออยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเสร็จ นานเท่าไหร่มันก็อดทนรอได้ ไม่ไปไหนเลยแม้แต่จะไปถ่ายหนักเบาช่างฉลาดแสนดีอะไรเช่นนั้น เจ้าของเขาเล่าว่าหมาพวกนี้มันจะมีสัญชาตญาณในการเลี้ยงและต้อนฝูงแกะมาตั้งแต่มันเกิดเลยเชียวล่ะค่ะ มิน่าเล่าเจ้าส้มตำซึ่งเป็นหมาลูกครึ่งระหว่างตระกูลหมา Shepherd และCollies( ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้มีเผ่าพันธุ์บรรพบุรุษที่มีความสามารถในการขับต้อนฝูงแกะ) มันถึงพยายามเดินต้อนหน้าต้อนหลังให้ผู้เขียนเดินเหมือนแกะอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่ตัวมันเองก็ไม่เคยเห็นหน้าตาของแกะว่าเป็นอย่างไร? แต่ทุกครั้งที่ผู้เขียนเดินเข้าสวนผักหลังบ้าน เจ้าส้มตำจะต้องวิ่งวกไปวนมาให้ผู้เขียนเดินตามที่มันนำทางเสมอ ยิ่งต้อนที่เจ้าแบมบูยังมีชีวิตอยู่นั้น ทั้งผู้เขียนทั้งเจ้าแบมบูจะถูกเจ้าส้มตำไล่ต้อนให้เดินเรียงอย่างเป็นระเบียบจนบางครั้งผู้เขียนแทบคะมำหัวทิ่ม เพราะเดินไปชนตัวเจ้าส้มตำ ตอนนี้แหละค่ะที่เจ้าส้มตำต้องวิ่งฉิวไม่หันหลังมามองเลย เพราะถึงคราวที่ผู้เขียนต้องใช้ไม้ขู่เพื่อสลายม๊อบ เอ๊ย!ไล่จัดระเบียบการเดินแถวกับมันบ้างด้วยความเดือดดาล แต่ก็ไม่เคยวิ่งทันเจ้าส้มตำสักที เพราะชาติก่อนเจ้าส้มตำคงเคยเป็นนักวิ่งลมกรดมาก่อน ชาตินี้มันถึงได้วิ่งเร็วซะเหลือเกิน
ในช่วงที่ผู้เขียนพยายามค้นหาประกาศเกี่ยวกับแจกฟรีหมาแมวจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนั้นมีอยู่ตัวหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจมาก แต่ตัวนี้เขาประกาศขายค่ะหาได้แจกฟรีไม่ เป็นพันธุ์Tan Coonhound (ดูภาพประกอบเรื่องด้านล่างค่ะว่าหน้าตาเขาสุดหล่อสุดสวยแค่ไหน) เท่าที่ทราบน้องหมาพันธุ์นี้จะเก่งในการดมกลิ่นและล่าสัตว์ตัวเล็กๆเก่งมาก ซึ่งผู้เขียนไม่ได้ต้องการเอามาเลี้ยงเพื่อล่าสัตว์หรอกนะคะ แต่ว่าชอบตรงที่มันมีขนสั้นคล้ายๆหมาไทย หูจะตูบคล้ายๆพันธุ์Beagle แต่ความยาวของใบหูจะยาวกว่าค่ะ เจ้าของเขาเลี้ยงแบบเพาะพันธุ์ขายที่บ้านซึ่งอยู่ในฟาร์ม ผู้เขียนโทรไปถามรายละเอียดต่างๆหลังจากที่ทราบราคาแล้วว่าเขาต้องการขายตัวละ$200 เพราะเป็นพันธุ์แท้ซึ่งตั้งแต่เกิดมาผู้เขียนไม่เคยถึงขั้นต้องซื้อหมามาเลี้ยงเลยสักตัว ถ้าอยู่ที่เมืองไทยก็จะไปหาหลวงตาที่วัด ไปมองหาหมาไทยมาเลี้ยงแบบได้ฟรี แต่ก็ต้องพามาฉีดวัคซีนและนั่งหาเห็บเก็บหมัดให้มันจนสะอาดสะอ้าน หรือไม่ก็ไปขอมาจากตามหมู่บ้านที่เจ้าของเขามีหมาเลี้ยงไว้เป็นฝูงๆ แต่คราวนี้ผู้เขียนก็อยากจะทราบว่าไอ้เจ้าหมาพันธุ์แท้ที่เขาประกาศขายนั้นน่ะมันมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างไปจากหมาพันธุ์ผสมยังไง? ถึงมีการตั้งราคาขายหลายระดับ
“มันเป็นหมาที่น่ารักและฉลาดมาก ฉันคิดว่าคุณจะต้องชอบมันแน่นอน” เสียงแหม่มฝรั่งเจ้าของหมาพูดมาตามสาย
“ราคาที่คุณตั้งไว้นี้เป็นราคาตายตัว ไม่มีการลดเลยใช่ไหมคะ?” ผู้เขียนถาม
“ลดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันเป็นพันธุ์แท้ นี่ราคาของเรายังถูกกว่าที่อื่นนะ “
“มันเกิดในฟาร์มอย่างนั้น ไม่ทราบว่ามันมีหมัดหรือเห็บบ้างไหมคะ?” ผู้เขียนสงสัย
“เมื่อก่อนนี้ไม่หมาของเราไม่เคยมีหรอกค่ะ แต่ระยะหลังๆมานี้ไม่ทราบว่าเพราะอะไรมันเริ่มจะมีเห็บและหมัดมาเกาะบ้าง แต่ก็ไม่มากนะคะ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก เพราะที่ร้านขายยาทั่วไปเขาจะมีปลอกคอชุบน้ำยาฆ่าเห็บและหมัดสำหรับหมาค่ะ อันหนึ่งก็ราคาไม่กี่เหรียญหรอก”
“เอ้อ!ถ้าหากฉันซื้อแต่ตัวหมาแล้วไม่เอาตัวเห็บตัวหมัดเนี่ย… คุณจะลดราคาบ้างได้ไหมคะ?” ผู้เขียนต่อรอง
“โครม!” เสียงโทรศัพท์กระแทกก่อนจะตัดสายขาดหายไปทันที …
อุ๊ยต๊าย..ตาย! .คุณผู้อ่านคะ? ผู้เขียนถามอะไรผิดหรือคะ? เจ้าของหมาเขาถึงโมโหแบบนั้นน่ะค่ะ?
……………………………………………………………..

















